posttoday
จีน-มาเลย์เจองานหนัก รับศึกใหญ่สกัดทุนไหลออก

จีน-มาเลย์เจองานหนัก รับศึกใหญ่สกัดทุนไหลออก

23 พฤศจิกายน 2559

แม้จะผ่านพ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมาแล้วถึง 2 อาทิตย์ และตลาดทุนโลกก็คลายความตื่นตระหนกกับว่าที่ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐกันแล้ว ทว่าดูเหมือนสถานการณ์ในตลาดทุนกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กลับยังไม่นิ่ง แถมยังมีแนวโน้มจะเป็นไปในเชิงลบมากขึ้นอีก

แม้จะผ่านพ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมาแล้วถึง 2 อาทิตย์ และตลาดทุนโลกก็คลายความตื่นตระหนกกับว่าที่ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐกันแล้ว ทว่าดูเหมือนสถานการณ์ในตลาดทุนกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กลับยังไม่นิ่ง แถมยังมีแนวโน้มจะเป็นไปในเชิงลบมากขึ้นอีก

บลูมเบิร์กได้รวบรวมข้อมูลเงินทุนไหลออกทั้งจากตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ในเอเชียระหว่างวันที่ 9-18 พ.ย. พบว่ามีทุนไหลออกในช่วง 10 วันนี้ ถึง 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 3.9 แสนล้านบาท) โดยอินเดียมีทุนไหลออกมากที่สุด ตามมาด้วยไทย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน อย่างไรก็ตาม บางประเทศยังมีปัจจัยดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลอยู่มาก บวกกับเมื่อพิจารณาตลอดทั้งปีแล้วยังเป็นภาวะทุนไหลเข้าสุทธิมากกว่า จึงอาจยังไม่เห็นผลสะท้อนผ่านค่าเงินที่อ่อนลงจนเสี่ยงต่อเสถียรภาพ

ในทางตรงกันข้าม บางประเทศกำลังเป็นประเทศที่เผชิญผลกระทบจากภาวะทุนไหลออกอย่างน่ากังวลที่สุด โดยสะท้อนผ่านค่าเงินที่ยังร่วงลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง

ค่าเงินริงกิตมาเลเซียอ่อนค่าลงอีกจนแตะระดับต่ำสุดรอบ 1 ปี เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสิงคโปร์ และยังคงอ่อนค่าต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. โดยอยู่ที่ 4.4327 ริงกิต เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ จากผลพวงของการเปลี่ยนรัฐบาลสหรัฐ ในฐานะที่เป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ไปสหรัฐ และยังเป็นภาคีสมาชิกในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) แนวนโยบายของทรัมป์จึงกระทบต่อการค้ามาเลเซียโดยตรง

แต่ที่กระทบต่อค่าเงินริงกิตมากกว่าก็คือ การที่มาเลเซียมีตราสารหนี้ระยะสั้นในสกุลเงินต่างประเทศสูง โดยคิดเป็นสัดส่วนถึงราว 28% ของจีดีพีประเทศ จึงผันผวนมากกว่าใครในภาวะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา และการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐในช่วงนี้

จึงไม่น่าแปลกใจหากธนาคารกลางมาเลเซียจะเริ่มดำเนินมาตรการแทรกแซงอย่างต่อเนื่อง จากกลไกทั่วไปที่ใช้ทุนสำรองเข้าพยุงเสถียรภาพค่าเงินตามปกติ โดยธนาคารกลางมาเลเซียได้กดดันผ่านธนาคารพาณิชย์ในประเทศที่รับฝากบอนด์และสินทรัพย์อื่นๆ ให้ธนาคารต่างประเทศส่งจดหมายร้องขอความสมัครใจให้ธนาคารพาณิชย์ต่างชาติยุติการซื้อขายค่าเงินริงกิตของมาเลเซียในตลาดเงินออฟชอร์ที่ไม่มีการส่งมอบเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินริงกิตที่ร่วงต่ำสุดในรอบหลายเดือน

ด้านค่าเงินหยวนออฟชอร์ของจีนอ่อนค่าลงต่ำสุดทุบสถิติแตะระดับ6.9066 หยวน/เหรียญสหรัฐ ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 22 พ.ย. หรืออ่อนค่าลงอีก 0.03% จากระดับต่ำสุดรอบ 8 ปีในวันก่อนหน้า

แม้ค่าเงินหยวนออนชอร์ของจีนจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้เล็กน้อยอยู่ที่ 6.8896 หยวน/เหรียญสหรัฐ เนื่องจากธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับขึ้นค่ากลางเงินหยวนเป็นครั้งแรกในรอบ 12 วัน โดยเพิ่มขึ้น 0.26% ไปอยู่ที่ 6.8779 หยวน ทว่าสถานการณ์ค่าเงินหยวนของจีนก็ยังคงเป็นหนึ่งในสกุลที่ได้รับการจับตามากที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนรัฐบาลสหรัฐแล้ว ก็ยังเป็นที่จับตากันด้วยว่า มาตรการควบคุมเสถียรภาพค่าเงินของจีนในปัจจุบันอาจจะ “เอาไม่อยู่” และยิ่งกระตุ้นให้เกิดภาวะทุนไหลออกหนักยิ่งขึ้น

หยูหย่งติ้ง อดีตกรรมการนโยบายการเงินของพีบีโอซี ได้เขียนบทความสะท้อนมุมมองในเว็บไซต์ข่าวเซี่ยงไฮ้ ซีเคียวริตีส์ นิวส์ ว่า วิธีการที่จีนตรึงค่าเงินหยวนเข้ากับค่าเงินเหรียญสหรัฐโดยให้ยืดหยุ่นในเชิงแข็งค่า/อ่อนค่าได้ไม่เกินกรอบ 2% นั้น กลับจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดภาวะทุนไหลออก และจะนำไปสู่ภาวะของการทยอยอ่อนค่าลงในระยะยาว   

เพราะในทางปฏิบัติจริงนั้น การกำหนดค่ากลางเงินหยวนดังกล่าวของพีบีโอซีไม่ได้ปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวขึ้นลง 2 ทิศทางได้อย่างแท้จริง โดยการไม่ปล่อยให้เงินหยวนเคลื่อนไหวจนแตะระดับดุลยภาพของตลาด ซึ่งในแง่หนึ่งหมายถึงการช่วยจำกัดต้นทุนของการเคลื่อนย้ายเงินทุน จึงยิ่งไปกระตุ้นให้เกิดเงินไหลออกในภาวะไม่แน่นอนเช่นนี้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่พีบีโอซีจะหันมาใช้วิธีกำหนดค่ากลางเงินหยวนเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แบงก์ชาติจีนได้ใช้กลไกการโควตราคาโดยตลาดเงิน ต่างจากกลไกในปัจจุบันที่ค่ากลางจะอิงกับราคาปิดตลาดของวันก่อนหน้า และอิงกับตะกร้าสกุลเงินสำคัญหลายสกุล

รอยเตอร์สระบุว่าตลอดทั้งปีนี้จนถึงปัจจุบัน ค่าเงินหยวนออนชอร์ (CNY) อ่อนค่าลงไปแล้วถึง 6.1% เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ เฉพาะเดือน พ.ย. อ่อนค่าไปราว 1.6% และเคลื่อนไหวในระดับต่ำสุดรอบ 8 ปีครึ่ง  

โดยทั่วไปแล้วการอ่อนค่าของเงินหยวนย่อมเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศผู้ส่งออกอย่างจีน เพราะจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า

ทว่า ภายใต้บริบทในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปและซับซ้อนมากขึ้น โดยจีนยังเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่และยังเป็นตลาดทุนขนาดใหญ่ที่จะมีปัญหาเสถียรภาพทันทีหากเกิดภาวะทุนไหลออกหนัก จึงทำให้บรรดาผู้กำหนดนโยบายของจีนเริ่มกังวลกับเงินหยวนที่อ่อนค่ามากเกินไป โดยเฉพาะหากไปทดสอบระดับ 7 หยวน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งสำนักวิเคราะห์บางแห่ง เช่น เอชเอสบีซี เริ่มปรับเปลี่ยนคาดการณ์ค่าเงินหยวน ณ สิ้นปี 2017 ไปทะลุระดับดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ตาม อดีตกรรมการการเงินของพีบีโอซี มองว่าด้วยพื้นฐานของเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันนั้น ไม่เอื้อต่อการที่ค่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลงอย่างหนัก

วิคเตอร์ ฉี ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ให้มุมมองกับบลูมเบิร์ก ว่า เงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยิ่งกดดันให้เกิดภาวะเงินไหลออกจากจีนหนักขึ้นอีก และอาจกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายของจีนต้องเลือกระหว่างการใช้มาตรการควบคุมทุนไหลออกให้เข้มข้นขึ้น หรือการปล่อยลอยตัวค่าเงินเสรีไปเลย ซึ่งเป็นที่คาดว่าจะได้เห็นวิธีแรกอย่างแน่นอน

2 ปัจจัยดังกล่าวซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นั้นจะยิ่งลดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและกระตุ้นให้เกิดเงินไหลออกมากขึ้น โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจจีนยังซบเซา แต่จีนเองก็ไม่ได้อยู่ในภาวะที่จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดไม่ให้เงินไหลออกได้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศไม่พร้อม และการมีหนี้มหาศาลซึ่งรัฐบาลไม่อาจเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินขึ้นไปอีกได้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าจีนอาจต้องใช้มาตรการควบคุมทุนไหลออกที่เข้มข้นขึ้นตามมา และจะยิ่งทำให้ค่าเงินหยวนผันผวนมากขึ้นได้อีกในอนาคตอันใกล้นี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท