posttoday
ดอกเบี้ยขาขึ้น เงินเหรียญสหรัฐแข็ง เงินหายาก

ดอกเบี้ยขาขึ้น เงินเหรียญสหรัฐแข็ง เงินหายาก

22 พฤศจิกายน 2559

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกอกตกใจกับหัวข้อบทความวันนี้นะครับว่าอยู่ดีๆ ทำไมผมถึงตั้งชื่อเสียน่ากลัวว่าดอกเบี้ยจะขึ้น เงินเหรียญสหรัฐจะแข็ง และเงินจะหายากขึ้น หลังจากที่เราอยู่ในยุคดอกเบี้ยต่ำ เงินเหรียญสหรัฐอ่อน และเงินหาง่ายมานานนับสิบปีหลังจากที่เกิดวิกฤตการเงิน สหรัฐและประเทศอื่นช่วยกันอัดฉีดเงินเข้าระบบการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ที่บอกว่าอย่าเพิ่งตกใจก็เพราะสิ่งที่ตั้งเป็นชื่อบทความวันนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนวันนี้พรุ่งนี้ และคงจะไม่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและไร้ทิศทาง เหมือนตอนที่อยู่ดีๆ น้ำมันก็ขึ้นราคาอย่างไม่มีใครคาดคิดเพราะฝีมือโอเปกเมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้วทำให้ปรับตัวรับสถานการณ์ไม่ทัน

แต่สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้าที่จะส่งผลให้ดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นและเม็ดเงินในตลาดหายากขึ้นกว่าเดิมเป็นสิ่งที่มีอยู่ในความคาดคะเนของตลาดและของธนาคารกลางและรัฐบาลของประเทศต่างๆ อยู่แล้ว ว่าวันหนึ่งจะต้องเกิด เพราะอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นอัตราดอกเบี้ยเทียมที่ถูกกดให้ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินของโลก โดยธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจบวกกับนโยบายการคลังแบบผ่อนคลายของรัฐบาลประเทศต่างๆ

เขาว่ากันว่า เป็นการบิดเบือนกลไกตลาดและทำให้เศรษฐกิจของประเทศและของโลกเติบโตอย่างไม่ยั่งยืน สร้างฟองสบู่ในภาคเศรษฐกิจ เช่น อสังหาริมทรัพย์ก่อให้เกิดการสร้างภาระหนี้เกินตัวทั้งในระดับรัฐคือหนี้สาธารณะและในระดับภาคธุรกิจและระดับครัวเรือน ซึ่งถึงตอนนั้นถ้าเกิดปัญหาขึ้นจริงจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ยากต่อการแก้ไขอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ

เพราะฉะนั้น ธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจที่อัดฉีดเงินเข้าระบบโดยการผ่อนคลายปริมาณเงินหรือคิวอี จึงต้องพยายามยกเลิกนโยบายนี้เพื่อเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัว ซึ่งดูเหมือนว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศแรกที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบโดยคิวอีมีแนวโน้มว่าจะลดการอัดฉีดเงินเข้าระบบและปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงเข้าสู่ภาวะปกติตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีนี้ เพราะผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐได้แถลงต่อรัฐสภาว่า เศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มแข็งแกร่ง การว่างงานลดลง การลงทุนเพิ่มขึ้น น่าจะปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นได้ โดยเฉพาะถ้ามีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่คาดหมายทั่วไปว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีในเดือน ธ.ค.นี้ โดยอาจจะลดปริมาณเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าระบบลง ซึ่งส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐเริ่มแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น

ถึงแม้ว่าความคาดหมายว่าสหรัฐจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้หลายครั้งแล้ว และก็ถูกเลื่อนออกไปเมื่อมีดัชนีชี้วัดบางตัวแสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรับผล
กระทบจากการปรับอัตราดอกเบี้ย แต่ในครั้งนี้นักลงทุนทั่วไปค่อนข้างจะเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางจะปรับอัตราดอกเบี้ยบ้านในเดือน ธ.ค.แน่นอน

สาเหตุก็เพราะหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ชนะเลือกตั้งแล้ว เงินจำนวนมากก็ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเพราะนักลงทุนเชื่อว่านโยบายของทรัมป์จะทำให้บริษัทต่างๆ ได้รับประโยชน์จากการลดภาษีและการกีดกันการแข่งขันจากต่างประเทศ รวมทั้งเชื่อว่าจะมีการลงทุนภาครัฐเพิ่มทำให้ราคาพันธบัตรลดลงและอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับตัวขึ้น

เมื่อพิจารณาจากความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อให้อัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติผนวกกับความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาดหลังการเลือกตั้งจึงพอสรุปว่า อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในโลกการเงินใหม่

และแน่นอนว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวขึ้น ก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยของเงินตราสกุลอื่นปรับตัวขึ้นตามไปด้วย ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการผู้ที่มีสินเชื่อกับธนาคารก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย คิดเล่นๆก็ได้ว่าทุกๆ 1% ของอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นจะทำให้ผู้กู้ที่มีภาระหนี้สิน 1 ล้านบาท ต้องจ่ายเงินค่าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1 หมื่นบาท/ปีทันที เป็นภาระที่อาจจะหนักหน่วงขึ้น ถ้าการทำมาค้าขายยังไม่คล่องตัวและรายได้ของผู้กู้ไม่เพิ่มขึ้นหรือเพิ่มขึ้นช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย

แต่ในทางตรงกันข้าม สำหรับผู้ที่มีเงินฝากกับธนาคารที่ถูกกดดอกเบี้ยเงินฝากมานานนับสิบปี การปรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้น จริงๆ ผมเคยคิดว่าการที่อัตราการบริโภคของผู้บริโภคลดลงนั้นนอกจากภาระหนี้ครัวเรือนแล้ว อาจเป็นเพราะคนที่ไม่มีหนี้สินติดตัวไม่ใช้จ่าย เพราะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเตี้ยติดดินไม่พอใช้ต้องกระเหม็ดกระแหม่เพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีเงินออกหลังเกษียณหรือมีรายได้ประจำจากบำเหน็จบำนาญ การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอาจกระตุ้นการใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้ เพราะดูเหมือนว่าการกดดอกเบี้ยไว้ไม่ทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นทั้งภาคธุรกิจและประชาชนแทน

ทั้งนี้ ก็อยู่ที่ธนาคารกลางจะสามารถดูแลส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและเพิ่มการบริโภคหรือไม่ เป็นอะไรที่น่าสนใจติดตามดูต่อไป

ส่วนที่บอกว่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งขึ้นนั้น นอกจากจะเกิดขึ้นเพราะการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางของสหรัฐแล้ว ยังเกิดจากการไหลกลับของเงินทุนจากสหรัฐคืนประเทศเพราะไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่จะดำเนินการกับเงินลงทุนที่อยู่นอกประเทศอย่างไร เช่น จะเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นนอกประเทศเพิ่มหรือไม่ หรือจะเก็บภาษีสินค้าสหรัฐที่ผลิตในต่างประเทศและส่งเข้ามาขายในสหรัฐอีกเท่าไร จึงรีบนำเงินทุนจากต่างประเทศกลับคืน

มีข้อมูลว่าตั้งแต่ทรัมป์ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลกลับแล้วกว่า 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และประมาณว่ามีเงินทุนจากจีนไหลออกเดือนละ 100 ล้านเหรียญสหรัฐทุกเดือนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งการไหลออกของเงินทุนที่คงไม่จำกัดอยู่เฉพาะที่จีนแต่คงไหลออกจากทุกประเทศที่นักลงทุนสหรัฐลงทุนไว้ ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่าลง ผู้ส่งออกของประเทศเหล่านั้นน่าจะได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ แต่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคอาจได้รับผลกระทบทางลบจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะราคาน้ำมัน

ส่วนประเด็นสุดท้าย ถ้าเงินจำนวนมหาศาลไหลกลับ อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เม็ดเงินในตลาดก็จะลดลงทำให้การให้สินเชื่อตึงตัวขึ้น อาจจะกู้เงินยากขึ้น หรือถูกเรียกหนี้คืนถ้าฐานะของผู้กู้อ่อนแอลงจากผลกระทบ อันเนื่องมาจากดอกเบี้ยขาขึ้นและราคาต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเพราะเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น

ที่เล่าๆ มาผมเชื่อว่าผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงปัญหาดีคงเตรียมการรอรับความเปลี่ยนแปลงไว้แล้ว แต่คงไม่เสียหายถ้าท่านจะลองเตรียมตัวเตรียมใจไว้รับสถานการณ์บ้าง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน