posttoday
ตลาดหุ้นไทย...แมว 9 ชีวิต (ตอนจบ)

ตลาดหุ้นไทย...แมว 9 ชีวิต (ตอนจบ)

22 พฤศจิกายน 2559

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

เมื่อตอนที่แล้ว เราได้คุยกันไปบ้างแล้วถึงเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทย ในฉบับนี้ผมจะขอพาคุณผู้อ่านมาคุยกันต่อเลย ดังนี้ครับ

ปี 2544 เหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 ในอเมริกา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544 เมื่อผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรด ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก และส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกดำดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าไม่เว้นดัชนีตลาดหุ้นไทยด้วย โดยพบว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดอยู่ที่ระดับ 330 จุด

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาปิดที่ระดับ 266 จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลงประมาณ 19%

ปี 2549 มาตรการสกัดกั้นค่าเงินบาทแข็งค่าของแบงก์ชาติ

เป็นเหตุการณ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการสกัดกั้นค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลที่ ธปท.ประกาศใช้มาตรการสำรอง 30% สำหรับการนำเข้าเงินทุนระยะสั้น การประกาศมีขึ้นในตอนเย็นของวันที่ 18 ธ.ค. 2549 หลังตลาดหุ้นปิดไปแล้ว

จากนั้นเช้าวันที่ 19 ธ.ค. 2549 ทันทีที่ตลาดหุ้นเปิด บรรดาหุ้นทั้งหลายก็ดำดิ่งลงทันทีโดยดัชนีติดลบกว่า 100 จุด ก่อนจะหยุดพักการซื้อขาย 30 นาที ตลาดปิดภาคเช้าติดลบไป 83 จุด ในภาคบ่ายตลาดรูดลงไปมากสุดถึง 142.63 จุด และปิดตลาดที่ระดับ 622.14 ลดลง 108.41 จุด หรือ 14.84% ซึ่งเป็นดัชนีที่ปิดต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี ในวันนั้นเพียงวันเดียวมูลค่าตลาดหุ้นไทยลดลงไปกว่า 5 แสนล้านบาท

ปี 2551 วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์

วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาในปี 2551 เกิดจากปัญหาการปล่อยกู้ที่ไม่มีคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตลาดทุนและตลาดเงินเป็นวงกว้าง โดยวิกฤตการณ์ดังกล่าวได้ลุกลามจากสหรัฐอเมริกาไปสู่ยุโรป เข้าสู่เอเชีย และกระจายออกไปทั่วโลก

โดยตั้งแต่ต้นปี 2551 ต่างชาติเริ่มเทขายหุ้นในภูมิภาคเอเชียทิ้ง เพื่อนำเงินกลับไปพยุงบริษัทแม่ที่กำลังประสบปัญหา ความแรงของการเทขายยังมีอย่างต่อเนื่องเพราะความวิตกกังวลจากนักลงทุน การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องประกาศใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์ เพื่อพักการซื้อขายหุ้นชั่วคราวในช่วงเดือน ต.ค.ในปีนั้นถึง 2 ครั้ง หลังดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงถึง 10% ภายในวันเดียว

วันที่ 15 ก.ย. 2551 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา “เลห์แมน บราเธอร์ส” ขอยื่นล้มละลาย ส่งผลทางจิตวิทยาอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง และตลาดหุ้นไทยก็ได้ซึมซับรับพิษไปอย่างแสนสาหัสด้วยเช่นกัน โดยดัชนีมาแตะในระดับต่ำสุดที่ 380.05 จุด ในวันที่ 26 พ.ย. ทั้งที่ในต้นปีเดียวกันนั้น ในวันที่ 2 ม.ค. 2551 ดัชนีตลาดหุ้นยังปิดอยู่ที่ 842.97 จุด

หลังจากนั้นมา ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปี 2558 ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็มีความผันผวนในแต่ละปีอยู่ในระดับที่สูงมาก (ดูตามตารางประกอบ)

จากตารางจะพบว่า เราจะมีจุดต่ำสุดและจุดสูงสุดรวมถึงวันที่เกิดเหตุการณ์นั้นๆ ขึ้น โดยในปี 2552 จะมีความผันผวนระหว่างจุดต่ำสุดและจุดสูงสุดถึง 85.6% และปี 2558 จะเป็นปีที่ความผันผวนต่ำที่สุดในรอบ 8 ปีนี้คืออยู่ที่ 21.9% และเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนเราจึงนำเอาความผันผวนทั้ง 8 ปี มาหาค่าเฉลี่ย (Average) ซึ่งค่าที่ได้ออกมาคือ ค่าเฉลี่ยความผันผวนทั้ง 8 ปี = 42.39%

นั่นหมายถึง ในทุกปีที่ดัชนีสูงขึ้นหรือลงมานั้น โอกาสความแตกต่างระหว่างจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของดัชนีตลาดหุ้นในปีนั้นๆ จะมีความแตกต่างน้อยที่สุดประมาณ 20% ความแตกต่างเฉลี่ยอยู่ที่ 40% เช่น เรากะว่าดัชนีปีนี้จะขึ้นไปสูงสุดที่ 1,700 จุด โอกาสที่เราจะได้จุดต่ำสุดที่ลดลงมา 20% ซึ่งดัชนีจะเหลือเพียง 1,360 จุด หรือกะว่าดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,600 จุด โอกาสที่เราจะได้จุดต่ำสุดอาจจะลงมาถึง 1,280 จุด ก็น่าจะมีโอกาสสูงมาก เป็นต้น

จนถึงบรรทัดนี้ เราได้คุยกันไปแล้วถึงวิกฤตการณ์ที่ได้ถาโถมกระหน่ำเข้าใส่ตลาดหุ้นไทยครั้งแล้วครั้งเล่า จนทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ตกต่ำลงถึงขีดสุดหลายต่อหลายครั้ง เหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วนั้น ได้พิสูจน์แล้วว่า “ตลาดหุ้นไทย...ไม่มีวันตาย” อย่างแน่นอน

นอกจากนั้น ตั้งแต่วันที่เปิดตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2518 จนถึงเวลานี้ก็เป็นเวลาเกือบ 40 ปีแล้ว จากดัชนีวันเปิดตลาดที่ 100 จุด มาถึงปัจจุบันอาจจะประมาณ 1,500 จุด สมมติว่าเราสามารถซื้อหุ้นที่มีราคาหุ้นขึ้นลงได้ตามดัชนีตลาด โดยลงทุน 1 ล้านบาท ไปซื้อหุ้นเหล่านั้นตั้งแต่วันแรกที่เปิดตลาดและเก็บไว้จนถึงวันนี้ อะไรจะเกิดขึ้น?

เงินลงทุน 1 ล้านบาท ในปี 2518 ผ่านไปประมาณ 40 ปี เงินก้อนนั้นก็กลายเป็นเงินจำนวน 15 ล้านบาทในวันนี้ คิดเป็นการเติบโต 1,400% ภายในระยะเวลาประมาณ 40 ปี คิดเป็นผลตอบแทน 8.83% ต่อปี ในขณะที่คุณฝากธนาคารได้เพียง 3% ต่อปีเท่านั้น

ปัจจุบันมีกองทุนจำนวนมากมายที่มีการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเช่นเดียวกับดัชนีตลาด ซึ่งมักจะเรียกกันย่อๆ ว่า TDEX ซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่มีความรู้ไม่มากนัก แต่ต้องการได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากธนาคาร และต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงให้มากที่สุด

อ่านถึงบรรทัดนี้แล้ว คุณผู้อ่านยังคิดที่จะ “ฝากเงินในธนาคาร” อีกต่อไปหรือเปล่าครับ?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท