posttoday
รื้อระบบค่ารักษาพยาบาล ข้าราชการไม่เสียประโยชน์

รื้อระบบค่ารักษาพยาบาล ข้าราชการไม่เสียประโยชน์

22 พฤศจิกายน 2559

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

โจทย์ใหญ่หนึ่งของกระทรวงการคลัง คือการแก้ไขปัญหาข้าราชการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงมาก โดยแต่ละปีรัฐบาลตั้งงบประมาณในการจ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลให้ข้าราชการและครอบครัวร่วม 10 ล้านคน เป็นเงินประมาณ 6 หมื่นล้านบาท แต่ทุกๆ ปีค่าใช้จ่ายพุ่งไปเฉียด 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนเกินจะต้องดึงเงินคงคลังมาจ่ายก่อน แล้วค่อยขอตั้งงบประมาณใช้คืนในปีต่อๆ ไป

กรมบัญชีกลาง ระบุว่า สถิติงบรักษาพยาบาลข้าราชการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วมาก เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 20% ต้องยอมรับว่าการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเป็นของข้าราชการนั้น เป็นการเบิกตามการจ่ายจริงของข้าราชการ และเป็นระบบการจ่ายตรงไปยังโรงพยาบาลของรัฐ ฉะนั้นแนวโน้มที่จะมีการใช้จ่ายไม่สมเหตุผลจะมีมาก โดยพบปัญหาคือกลุ่มการรักษาของผู้ป่วยนอกที่ไปรับการตรวจแล้วรับยากลับไปกินที่บ้าน งบส่วนนี้มีแนวโน้มเฉลี่ยเพิ่มถึง 20-30% ต่อปี และเคยมีการตรวจสอบพบว่ามีการทุจริต มีการลักลอบเบิกจ่ายยาราคาแพงเพื่อนำไปขายต่อ อีกทั้งยังพบว่ามีหลายโรงพยาบาลมีการจ่ายยาซ้ำซ้อน จ่ายยาเกินความจำเป็น และจ่ายยาไม่ตรงตามการวินิจฉัยของแพทย์

ในขณะเดียวกันที่ระบบเบิกจ่ายตามค่าบริการที่เรียกเก็บจริงทําให้โรงพยาบาลไม่มีแรงจูงใจในการประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ส่งผลให้แพทย์ทําการรักษาพยาบาลผู้ป่วยมากเกินควร เนื่องจากผู้ให้บริการสุขภาพสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากรัฐได้มาก รวมทั้งมีการจ่ายยาที่มีราคาสูงเกินความจําเป็น ส่งผลให้ระบบประกันสุขภาพมีรายจ่ายเพิ่ม

แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลมีแผนรัดเข็มขัดค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการกันอย่างเอาจริงเอาจัง ทั้งการพิจารณายกเลิกการเบิกจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติไปบ้างแล้ว ซึ่งสามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้ประมาณ 442 ล้านบาท แต่รายจ่ายส่วนนี้ก็ยังสูงอยู่

ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เสนอแนวปฏิรูประบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัว ได้ข้อสรุปหลัก 2 แนวทาง คือ 1.จัดตั้งกองทุนการออมเพื่อสุขภาพ (Medisave) ลักษณะคล้ายกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และ 2.ดึงบริษัทประกันชีวิตเข้ามาทำประกันสุขภาพให้กับข้าราชการและครอบครัว ซึ่งทั้งสองแนวทางจะต้องอยู่ภายใต้หลักการที่ว่าจะต้องไม่ทำให้สิทธิประโยชน์ที่ข้าราชการเคยได้รับลดน้อยลงไปกว่าสิทธิเดิม และสามารถควบคุมการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้อยู่ในกรอบวงเงินที่กำหนด

เหตุผลของโมเดลการดึง “บริษัทประกันภัย” มาใช้เพื่อให้นำระบบประกันเข้ามาบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลแทนระบบเดิม โดยมีเงื่อนไข ความคุ้มครองแบบเป็นประกันสุขภาพ ในด้านค่ารักษาพยาบาล เหมือนสวัสดิการที่รัฐจ่ายให้ข้าราชการอยู่ในปัจจุบัน การดึงบริษัทประกันภัยเอกชนเข้ามาบริหารจัดการ มีความเชื่อว่า น่าจะประหยัดงบประมาณได้ เนื่องจากบริษัทเอกชนบริหารจัดการได้ดีกว่า โดยภาครัฐจะใช้งบประมาณไปจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกัน โดยที่ข้าราชการก็ไปเบิกค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันแทนการเบิกกับรัฐ ซึ่งเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

เกิดคำถามที่ย้อนกลับไปว่า ทำไมรัฐบาลไม่สามารถที่จะบริหารการเบิกค่ารักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพได้เท่าเอกชน “การดึงบริษัทประกันภัย” ก็ยังมีคำถามอีกหลายประเด็นที่ยังต้องการคำตอบ...

จะมีอะไรมาการันตีหรือไม่ว่า บริษัทจะไม่มีการปรับค่าเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีหรือไม่ โดยสามารถที่จะอ้างเหตุผลต่างๆ ที่ะปรับค่าเบี้ยประกันเพิ่ม ทั้งภาวะเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลมีการปรับเพิ่มขึ้น ผู้ทำประกันมีอายุมากขึ้นมีความเสี่ยงการเป็นโรคภัยมากขึ้น

ในมุมเดียวกัน ทุกวันนี้ลูกค้าประกันสุขภาพก็ยังมีปัญหาเบิกค่ารักษาพยาบาล บางครั้งก็เจอการบ่ายเบนยืดเยื้อการจ่ายของบริษัทประกัน และบางครั้งจะต้องสำรองเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน และนำหลักฐานไปเบิกค่ารักษาพยาบาลกับบริษัทประกันทีหลัง จะไม่เกิดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

ต้องยอมรับว่าภาคเอกชนถ้าหากบริหารจัดการได้ดี คุมค่าใช้จ่ายได้ ทำให้ “เบี้ยรับ” มากกว่า “ค่าใช้จ่าย” ส่วนต่างที่ได้ หมายความว่า “กำไร” และก็แอบหวังว่า “ค่าใช้จ่าย” ที่คุมได้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลดคุณภาพการรักษาพยาบาล “ลดราคาชีวิต” ลง

ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาระบบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการไม่ให้โป่งพองที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งมีการใช้เวลาศึกษามานานกว่า 5 ปีแล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะสรุปอย่างจริงจัง

ล่าสุด สมาคมประกันวินาศภัยไทยต้องออกโรงที่จะยอมควักกระเป๋าออกเงินเอง พัฒนาระบบบริการใหม่ โดยคิดค่าเบี้ยเท่างบประมาณรัฐ นั่นหมายความว่าถ้ารัฐบาลเลือกที่จะใช้โมเดลดึงบริษัทประกันบริหารค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ ส้มหล่นที่บริษัทประกันภัยที่จะทำให้เกิดเบี้ยประกันปีละ 7 หมื่นล้านบาท ตกไปในกระเป๋าบริษัทประกัน

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ได้ยืนยันไปกับกระทรวงการคลังแล้วว่า ทางธุรกิจประกันวินาศภัยมีความพร้อมที่จะนำระบบประกันภัยเข้าไปช่วยดูแลเรื่องการรักษาพยาบาลให้กับข้าราชการทั้งหมดแทนระบบสวัสดิการจากรัฐ และทางธุรกิจประกันวินาศภัยยินดีและพร้อมที่จะเป็น รับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุนวางระบบเครือข่าย รวมถึงงานบริการ โดยภาครัฐจ่ายแค่ค่าเบี้ยประกันเท่ากับงบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการประจำปีเท่านั้น

พร้อมทั้งรับเงื่อนไขความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการต้องคงเดิม ไม่มีปรับลดลง การให้บริการกับข้าราชการคุณภาพต้องไม่ลดลงหรือต้องดีขึ้นกว่าเดิม และ ค่าเบี้ยประกันที่รัฐจ่าย ต้องไม่สูงไปกว่างบประมาณของรัฐที่จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลข้าราชการในแต่ละปี

“เรื่องนี้เป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะในแต่ละปีมีจำนวนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมากถึง 22 ล้านเคลมต่อปี จากจำนวนคนที่มากถึง 5 ล้านคน โดยมาจากข้าราชการ 2 ล้านคน และข้าราชการเกษียณ ครอบครัว พ่อ แม่ บุตร อีก 3 ล้านคน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ดังนั้น ต้องนำระบบไอที นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอย่างเต็มที่ เพื่อให้งานบริการสะดวกและดีขึ้นกว่าเดิม” อานนท์ กล่าว

อีกหนึ่งข้อสังเกตว่าระบบค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ “ไร้ประสิทธิภาพ” และ “ฟุ่มเฟือย” จริงหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ดูแลคน 47 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 9 หมื่นล้านบาทเศษ ขณะที่กองทุนประกันสังคมดูแล 11 ล้านคน ใช้งบรักษาพยาบาล 3-4 หมื่นล้านบาท ส่วนข้าราชการใช้งบรักษาพยาบาลสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท เฉียด 7 หมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่มีสัดส่วนข้าราชการน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกของกองทุนอื่น

ประเด็นที่ท้าทายของรัฐบาลนั้น การปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นก้าวแรกที่จะนำไปปฏิรูประบบประกันสุขภาพทั้งประเทศ ซึ่งไม่เห็นว่าการเพิ่มประสิทธิภาพจะทำให้ข้าราชการและครอบครัวทั้ง 10 ล้านคน เสียประโยชน์ตรงจุดไหน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท