
คลังเปิดขายพันธบัตร
จำหน่ายรายย่อยวงเงิน1.5หมื่นล้าน ดอกเบี้ย1.7-2.2%
จำหน่ายรายย่อยวงเงิน1.5หมื่นล้าน ดอกเบี้ย1.7-2.2%
คลังเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์รอบแรก 1.5 หมื่นล้าน ดอกเบี้ย 1.7-2.2% สร้างทางเลือกให้รายย่อยออมได้ผลตอบแทนสูง
น.ส.อุปมา ใจหงษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เห็นชอบให้ออกพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้รายย่อยวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เริ่มขายตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 2559 ถึงวันที่ 9 เม.ย. 2560 ซึ่งเป็นช่วงที่มีพันธบัตรออมทรัพย์ครบอายุจำนวนหลายหมื่นล้านบาท จะได้ให้ประชาชนลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ได้ต่อ
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถซื้อได้ขั้นต่ำ 1,000 บาท ไม่เกิน 2 ล้านบาท พันธบัตรออมทรัพย์มีอายุ 3 ปี และ 7 ปี โดยอัตราผลตอบแทนจะมีการประกาศอีกครั้ง ซึ่งมากกว่าผลตอบแทนตลาดเล็กน้อย โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 3 ปี อยู่ที่ 1.7% และอายุ 7 ปี อยู่ที่ 2.2%
สำหรับตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ โดยสามารถทำรายการซื้อผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารตัวแทนจำหน่ายทุกสาขา เครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM)
สำหรับการออกพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2560 โดยพันธบัตรออมทรัพย์เป็นบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) ทั้งนี้ ผู้ถือกรรมสิทธิ์สามารถขอถอนพันธบัตรจากระบบ Scripless เพื่อออกเป็นใบพันธบัตร (Script) ได้ภายหลัง
ปีงบประมาณ 2560 กระทรวงการคลังมีแผนการออกพันธบัตรออมทรัพย์ให้นักลงทุนรายย่อย 2 ครั้ง หลังจากรอบแรกนี้ ก็จะเปิดจำหน่ายอีกครั้งประมาณเดือน พ.ค. 2560 วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนอายุของพันธบัตรออมทรัพย์จะต้องดูสภาพตลาดในขณะนั้นอีกครั้ง เหมือนกับปีงบประมาณ 2559 ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนรายย่อยเป็นอย่างดี
การออกพันธบัตรออมทรัพย์ สบน.ต้องการให้เป็นทางเลือกลงทุนให้ผลตอบแทนสูงกับนักลงทุนรายย่อย แต่มีความปลอดภัยมั่นคงสูง เพราะมีความเสี่ยงเป็นศูนย์ โดยการออกพันธบัตรออมทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลของงบประมาณปี 2560
น.ส.อุปมา กล่าวว่า ตลาดตราสารหนี้ของไทยในช่วงที่ผ่านมาผันผวนหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ โดยผลตอบแทนตราสารหนี้ปรับเพิ่มขึ้นทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะอายุ 10 ปีขึ้นไป มีการปรับเพิ่มกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศมีการเทขายเพื่อนำเงินกลับไปลงทุนในตลาดสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม การขายตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างประเทศ ไม่กระทบกับตลาดตราสารหนี้ไทยมาก เพราะนักลงทุนในประเทศเข้มแข็งมีความต้องการตราสารหนี้ของไทยมาก และนักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนการลงทุนตราสารหนี้ไทยเพียง 14% การถอนการลงทุนออกไปจึงไม่กระทบกับตลาดตราสารหนี้ของไทย







