
การลงทุนภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
โดย...ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
โดย...ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
ภาคเศรษฐกิจด้านการลงทุนของไทยเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญและเป็นปัญหาต่อการพัฒนา และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นต้นมา การฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจอาศัยการขับเคลื่อนของภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศในรูปของการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของการขยายตัวของการส่งออกที่ได้รับแรงสนับสนุนอย่างมากจากการอ่อนค่าของเงินบาท ในขณะที่เศรษฐกิจประสบความสำเร็จจากการขยายตัวของการส่งออกจนทำให้เกิดการเกินดุลการค้า (Trade balance surplus) และการสะสมของทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขับเคลื่อนทางด้านการลงทุนกลับมีข้อจำกัดในหลายด้านจนทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจขาดความสมดุล กล่าวคือ ในขณะที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวได้อย่างมากและต่อเนื่อง ก็จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ภาครัฐและเอกชนจะได้มีการลงทุนไม่เพียงแต่เพื่อการขยายกำลังการผลิตในการรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ แต่มีความจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้สามารถรักษา และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น
ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจไทยกลับไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนของการลงทุนในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติให้สมดุลและสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันทรงตัวและเริ่มลดลงในที่สุด เมื่อคู่แข่งของสินค้าที่ไทยส่งออกเริ่มมีการพัฒนาให้ทัดเทียมกับการผลิตของไทยมากขึ้น การส่งออกเริ่มชะลอตัวลง ไม่สามารถขับเคลื่อนให้มีการขยายตัวได้มากอย่างที่เคยทำได้ในอดีต ครั้นจะพยายามส่งเสริมให้มีการลงทุนมากขึ้นในภาคเอกชน ก็มีเหตุให้ต้องเผชิญกับสภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การลงทุนในภาคเอกชนเพื่อการผลิตสินค้าเดิมๆ ที่ต้องมีการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรงเพิ่มขึ้นจึงเกิดขึ้นได้ยาก
ดังนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Growth) จึงต้องอาศัยการกระตุ้นด้วยการลงทุนของภาครัฐซึ่งก็เน้นให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านโลจิสติกส์ ได้แก่ โครงการพัฒนาระบบรางโครงการสร้างและขยายถนน เป็นต้น) และคาดหวังว่าการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาครัฐนี้จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นได้ต่อไป
กลไกของการลงทุนโดยภาครัฐต่อการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่กล่าวถึงข้างต้น ถือได้ว่ามีความสำคัญมากและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตามเพื่อให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจนั้นมีความยั่งยืนและจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ (Product Differentiation) เพื่อยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) สินค้าไทย (เป็นสินค้าที่ถูกผลิตโดยใช้เทคโนโลยีสะอาด หรือเป็นการผลิตที่ได้คำนึงถึงต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อม) การลงทุนของภาครัฐน่าจะได้พิจารณาถึงการลงทุนเพื่อการอำนวยความสะดวก และสนับสนุนการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือเป็นการผลิตที่อาศัยเทคโนโลยีสะอาด (Clean or Green Technology)
อันที่จริงถ้าจะพิจารณาว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสินค้าสาธารณะ (Public Goods) ที่ภาคเอกชนยังอาจจะขาดแรงจูงใจในการเข้ามาเป็นผู้ลงทุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจทางด้านนี้ ก็น่าจะเป็นโอกาสดีที่รัฐจะเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ลงทุนเพื่อผลิตสินค้าหรือบริการเหล่านี้ในช่วงที่ต้นทุนดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ เช่น แทนที่รัฐจะนึกถึงเพียงแค่โครงการลงทุนสร้างถนน หรือพัฒนาระบบรางเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม ก็น่าจะได้ลองพิจารณาลงทุนในโครงการสร้างโรงงานบำบัดน้ำเสีย ไม่เพียงแต่จะเป็นการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรม แต่อาจจะเป็นการบำบัดน้ำเสียจากบ้านเรือนประชาชน หรือจะทำเป็นโครงการ หนึ่งชุมชน หนึ่งโรงบำบัดน้ำเสีย ก็จะมีส่วนอย่างมากในการยกระดับมาตรฐานการครองชีพ (Standard of Living) ของประชาชนในประเทศ
การปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียให้ดีลดการเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ แทนที่จะปล่อยไปจนเป็นปัญหาใหญ่บานปลาย แล้วในที่สุดภาครัฐเองก็จะต้องแบกรับภาระต้นทุนเหล่านี้เองร่วมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นนั้นโดยตรง
การลงทุนของภาครัฐในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อมของชุมชนเมืองทั้งที่เป็นมลพิษทางน้ำ อากาศ หรือแม้แต่การกำจัดขยะมูลฝอย การลงทุนสร้างโรงกำจัด หรือระบบกำจัดขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการกำจัดขยะพิษหรือขยะอันตรายที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือสถานพยาบาลอย่าง
ถูกวิธีย่อมเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ เหล่านี้ด้วยทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดการจ้างงาน เป็นการสร้างรายได้ และเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นแล้ว คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนจากการมีสภาพแวดล้อมที่ดี ยังจะเป็นปัจจัยที่มีส่วนอย่างมากต่อการพัฒนาผลิตภาพการผลิต (Productivity) ของประเทศได้ในระยะยาว และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย
การลงทุนในกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้โดยภาครัฐ ไม่ได้มีความแตกต่างจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแต่อย่างใดเพียงแต่เป็นการเลือกประเภทของโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับทิศทาง หรือยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จะสังเกตได้ว่า ประเทศพัฒนาแล้วที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงมักจะเป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี รัฐมีส่วนสำคัญในการลงทุน หรือผลักดันให้เกิดการสร้าง หรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะ (Specific Infrastructure) ที่มีความจำเป็นต่อการป้องกัน และแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม ซึ่งบทบาททางด้านการลงทุนของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานประเภทนี้ ก็จะสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDG) ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ด้วย







