
‘ทรัมป์’ ดันโภคภัณฑ์พุ่ง ยังวางใจยาก ปัจจัยลบจ่อเพียบ
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะในศึกการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยคำสัญญาจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอาจสูงสุดถึงราว 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้า สร้างความหวังให้ตลาดวัตถุดิบการก่อสร้าง เช่น เหล็กและทองแดง ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะในศึกการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยคำสัญญาจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอาจสูงสุดถึงราว 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้า สร้างความหวังให้ตลาดวัตถุดิบการก่อสร้าง เช่น เหล็กและทองแดง ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ราคาที่ปรับขึ้นดังกล่าวนั้นอาจกลายเป็นเพียงชั่วคราว เพราะนโยบายอื่นๆ ของทรัมป์ทั้งการปกป้องการค้าด้วยการตั้งกำแพงภาษีและนโยบายอื่นๆ ที่ทำให้ค่าเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น จะกลายเป็นการกดดันแรงซื้อของสินค้าโภคภัณฑ์ และที่สำคัญที่สุด คือ แนวโน้มแรงซื้อจากจีน ซึ่งถือเป็นผู้ซื้อสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่กว่าสหรัฐมาก
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นหลังทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีโดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างเช่นทองแดงที่ปรับขึ้นราว 20% ในรอบ 2 สัปดาห์นับถึงวันที่ 16 พ.ย. และไปแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่หุ้นของบริษัทเหล็กในสหรัฐต่างปรับขึ้น โดยดัชนีเอสแอนด์พีภาคส่วนโลหะและเหมืองปรับขึ้น 10% นับตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐ
ราคาที่ปรับขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากแผนการของทรัมป์ ในการให้สัญญาจะใช้จ่ายเพื่อใช้จ่ายในโครงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่สะพาน ถนน ทางรถไฟ โรงเรียน ไปจนถึงโรงพยาบาลมูลค่ามากถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.7 ล้านล้านบาท) อย่างเร็วที่สุดภายในปีหน้า โดยทรัมป์ยังมีการแง้มด้วยว่าสหรัฐอาจจะลงทุนในด้านดังกล่าวอีก 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในส่วนวัสดุก่อสร้างที่ปรับขึ้นนี้ยังไม่สามารถวางใจในระยะยาวต่อเนื่องต่อไปได้ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ ดังต่อไปนี้
ประการแรก นโยบายอื่นมีแนวโน้มกดดันแรงซื้อ โดยเฉพาะนโยบายปกป้องการค้า ซึ่งทรัมป์ให้สัญญาจะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 45% และอาจรวมถึงประเทศอื่นๆ ภายใต้นโยบายต่างประเทศ “สหรัฐมาก่อน” เนื่องจากนโยบายดังกล่าวจะทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และเมื่อราคาสูงขึ้น ความต้องการซื้อย่อมลดลงเป็นธรรมดาตามหลักเศรษฐศาสตร์ ส่งผลเป็นวงจรต่อเนื่องไปถึงการผลิตและเศรษฐกิจ
ทว่า สถาบันด้านเศรษฐกิจระดับโลกหลายแห่ง เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รวมถึงองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ต่างเตือนการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ตามมาจากการค้าโลกหด โดยเฉพาะประเทศส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างวัสดุก่อสร้าง เช่น ทองแดงและอะลูมิเนียม เป็นภาคส่วนที่เสี่ยงจากการค้าโลกย่ำแย่ เพราะเป็นโภคภัณฑ์พื้นฐานสำหรับการผลิต
ไม่เพียงแต่นโยบายการปกป้องภาษีเท่านั้น นโยบายอื่นๆ ของทรัมป์มีแนวโน้มที่จะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น เช่น การลดภาษีของทรัมป์จะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อดังกล่าว และดึงดูดเม็ดเงินมาสู่ค่าเงินเหรียญสหรัฐให้แข็งค่าขึ้น
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวสวนทางกับค่าเงินเหรียญสหรัฐอยู่เสมอ เมื่อค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นจะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับลดลงไป เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดระหว่างประเทศมักจะอยู่ในรูปแบบหน่วยเงินเหรียญสหรัฐ ดังนั้นหากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น จะทำให้ผู้ซื้อรายอื่นๆ ทั่วโลกต้องซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ในราคาแพงขึ้นนั่นเอง
ความเคลื่อนไหวในลักษณะสวนทางกันดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าสหรัฐไม่ได้เป็นผู้ซื้อโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายไปทั่วโลกแต่เพียงผู้เดียว
ประการที่สอง แรงซื้อจากผู้ซื้อรายใหญ่อย่างจีน ในด้านของสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็นต้องการผลิตและการก่อสร้างอย่างทองแดงในช่วงที่ผ่านมา ผู้บริโภครายใหญ่ของโลกกลับไม่ใช่สหรัฐ ซึ่งแรงซื้อทองแดงจากจีนแซงหน้าสหรัฐมาตั้งแต่ปี 2002 และยังคงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลง
ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แรงซื้อเหล็กจากจีนอยู่ที่ 11.9 ล้านตัน ขณะที่สหรัฐอยู่ที่เพียง 1.8 ล้านตัน เท่านั้น โดยการนำเข้าทองแดงของจีนคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของโลก ขณะที่สหรัฐอยู่ที่ 7.5% เท่านั้น โดยเลียม เดนนิง คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์ก ระบุว่า ต่อให้สหรัฐนำเข้าทองแดงเพิ่มขึ้น 10% จากนโยบายของทรัมป์ ก็ไม่สามารถสู้แรงซื้อจากจีนที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.5% ได้
“แต่แรงซื้อเพิ่มยังไงก็คือแรงซื้อเพิ่ม การก่อสร้างใช้ทองแดงคิดเป็น 44% ในสหรัฐ ดังนั้นหากโครงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขยาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะช่วยดันตลาด แต่ขึ้นอยู่กับว่าแรงซื้อจากจีนจะยังคงมีแนวโน้มดีอยู่หรือไม่ด้วย”
เดนนิง กล่าว
ทองแดงไม่ใช่โภคภัณฑ์เดียวที่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในจีน แต่ยังรวมถึงอะลูมิเนียม นิกเกิล และสังกะสีด้วย โดยหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานเมื่อเดือน ม.ค.ของปีนี้ว่า ในช่วงปี 2000-2015 การบริโภคนิกเกิลของจีนเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับแรงซื้อในฝั่งตะวันตกที่ปรับลงไป 0.9%
นอกจากนี้ สถานการณ์ของสินค้าโภคภัณฑ์อย่างวัสดุก่อสร้างต่างเผชิญกับปัญหาการผลิตเกินจากการทุ่มลงทุนของบรรดาบริษัทโภคภัณฑ์ต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา และการฟื้นตัวของราคายังขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านปริมาณการผลิตด้วยเช่นกัน
ปัจจัยลบต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วไม่สามารถมองข้ามไปได้ แม้ในปัจจุบันดูเหมือนตลาดยังคงฉลองชัยชนะให้กับทรัมป์อย่างต่อเนื่องก็ตาม ขณะเดียวกันนโยบายต่างๆ ในตอนนี้ของทรัมป์ยังคงไม่แน่นอนว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ เพราะต้องคอยสู้รบกับสภาคองเกรส ซึ่งแม้พรรครีพับลิกันจะครองเสียงส่วนใหญ่ แต่หลายคนในพรรคก็แสดงท่าทีชัดเจนในการต่อต้านทั้งด้านการใช้จ่ายเพิ่มเติมและนโยบายปกป้องการค้า







