
มหาสมุทรใต้ผิวพลูโต
ภาพถ่ายพื้นผิวของดาวพลูโตด้วยความละเอียดสูง ซึ่งถูกส่งมาจากยานนิวเฮอไรซอนส์ขององค์การนาซ่า
โดย...วรเชษฐ์ บุญปลอด
ภาพถ่ายพื้นผิวของดาวพลูโตด้วยความละเอียดสูง ซึ่งถูกส่งมาจากยานนิวเฮอไรซอนส์ขององค์การนาซ่าที่เดินทางเฉียดใกล้ดาวเคราะห์แคระดวงนี้เมื่อกลางปี 2558 แสดงให้เห็นพื้นที่สว่างรูปหัวใจซึ่งโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ผลการวิเคราะห์ของนักดาราศาสตร์พบว่านั่นอาจเป็นหลักฐานที่แสดงว่ามีน้ำปริมาณมากอยู่ใต้พื้นผิว
พื้นที่รูปหัวใจนี้ ซึ่งมีความสามารถในการสะท้อนแสงได้ดีกว่าบริเวณอื่นบนพื้นผิวของดาวพลูโต ได้รับการขนานนามว่าบริเวณทอมบอก์ หรือ Tombaugh Regio ในภาษาละติน ตามชื่อสกุลของไคลด์ ทอมบอก์ ผู้ค้นพบดาวพลูโต บริเวณนี้มีความกว้างราว 1,590 กิโลเมตร วางตัวอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรของพลูโต แบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือบริเวณด้านตะวันตกอันเป็นที่ราบ และบริเวณด้านตะวันออกที่ขรุขระกว่าที่ราบทางด้านตะวันตกของหัวใจมีชื่อว่าแอ่งสปุตนิก (Sputnik Planitia - ชื่อเดิมว่า Sputnik Planum) มีขนาดราว 1,050x800 กิโลเมตร ตั้งชื่อตามดาวเทียมดวงแรกของโลก พื้นที่ส่วนใหญ่ของแอ่งสปุตนิกอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ปกคลุมด้วยไนโตรเจนแข็ง
งานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์เสนอว่าการมีอยู่ของน้ำปริมาณมาก เรียกได้ว่าเป็นมหาสมุทร คั่นอยู่ระหว่างเปลือกดาวกับแก่นของดาวพลูโต อันเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดของแอ่งสปุตนิก เนื่องจากภาพถ่ายความละเอียดสูงแสดงให้เห็นว่าพื้นผิวในแอ่งสปุตนิกมีลักษณะเป็นเซลล์หลายเหลี่ยม ดูเหมือนมีการหมุนเวียนของน้ำแข็งระหว่างด้านบนกับด้านล่างด้วยกระบวนการที่เรียกว่าการพา และมีร่องรอยคล้ายการไหลของธารน้ำแข็งบนโลก
นอกจากลักษณะของพื้นผิวในแอ่งสปุตนิกแล้ว สิ่งที่สนับสนุนแนวความคิดนี้คือตำแหน่งของแอ่งเมื่อเทียบกับดาวบริวารของพลูโต คารอนเป็นดาวบริวารขนาดใหญ่ที่สุดของพลูโต ปัจจุบันดาวทั้งสองโคจรรอบกันและกันโดยแรงโน้มถ่วงทำให้ดาวทั้งสองถูกตรึงให้หันด้านเดียวเข้าหากันตลอดเวลา นักดาราศาสตร์สังเกตพบว่าแอ่งสปุตนิกมีตำแหน่งอยู่ตรงข้ามกับคารอนเกือบจะพอดีเป๊ะ โดยเมื่อลากเส้นจากแอ่งสปุตนิก ผ่านศูนย์กลางดาวพลูโตไปหาคารอน จะได้เส้นตรง ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่าโอกาสที่จะเป็นความบังเอิญมีน้อยมาก จึงควรเกิดจากกระบวนการบางอย่างที่อธิบายความจริงข้อนี้ได้
นักวิทยาศาสตร์คาดว่าเมื่อนานมาแล้วพลูโตถูกวัตถุขนาดใหญ่พุ่งชน ก่อให้เกิดหลุมอันเป็นต้นกำเนิดของแอ่งสปุตนิก แต่เดิมแอ่งสปุตนิกไม่ได้มีตำแหน่งอยู่ตรงข้ามกับคารอน แต่น้ำจากใต้พื้นผิวของพลูโตได้เอ่อขึ้นมาท่วมในแอ่งจนเต็ม และแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง มวลของน้ำแข็งที่สะสมในแอ่งก่อให้เกิดความโน้มถ่วงอันไม่สม่ำเสมอบนดาวพลูโต ซึ่งทำอันตรกิริยากับคารอน แกนหมุนของพลูโตจึงเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งแอ่งสปุตนิกเรียงตัวมาอยู่ในแนวตรงข้ามกับคารอนพอดี
มหาสมุทรใต้พื้นผิวอาจเป็นสิ่งสามัญที่พบได้ทั่วไป ดาวบริวารของดาวพฤหัสบดีอย่างยูโรปา แกนีมีด และคัลลิสโต ดาวบริวารของดาวเสาร์อย่างเอนเซลาดัส ไดโอนี และไททัน รวมถึงวัตถุต่างๆ ในแถบไคเปอร์ ซึ่งโคจรอยู่ไกลจากดาวเนปจูนออกไป ก็อาจมีน้ำปริมาณมากอยู่ใต้พื้นผิวด้วย
หลังจากผ่านดาวพลูโตไปแล้ว ยานนิวเฮอไรซอนส์ยังคงมีภารกิจต่อไป โดยจะเฉียดใกล้วัตถุที่มีชื่อว่า 2014 MU69 ในวันที่ 1 ม.ค. 2562
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (20-27 พ.ย.)
ดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งที่เคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์เมื่อสังเกตจากโลก ท้องฟ้าเวลาหัวค่ำจึงเหลือดาวศุกร์กับดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์สว่างสองดวงอยู่ทางทิศตะวันตก ดาวศุกร์อยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู ดาวอังคารอยู่ในกลุ่มดาวแพะทะเล สังเกตดาวศุกร์ได้จนตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง ส่วนดาวอังคารตกลับขอบฟ้าหลังดาวศุกร์ประมาณ 2 ชั่วโมง
เวลาเช้ามืดจะเห็นดาวพฤหัสบดีอยู่ในกลุ่มดาวหญิงสาวทางทิศตะวันออก ดาวพฤหัสบดีขึ้นมาอยู่เหนือขอบฟ้าที่มุมเงย 10 องศา ตั้งแต่เวลาประมาณตี 4 จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นเรื่อยๆ มีมุมเงยเหนือขอบฟ้าราว 35-40 องศา เมื่อถึงเวลา 30 นาที ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น
สัปดาห์นี้เป็นข้างแรม ดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืดและมีพื้นที่ด้านสว่างลดลงทุกวัน สว่างครึ่งดวงในวันที่ 21 พ.ย.เช้ามืดวันนั้นดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวหัวใจสิงห์ในกลุ่มดาวสิงโตที่ระยะห่าง 6 องศา เช้ามืดวันที่ 25 พ.ย.จะเห็นจันทร์เสี้ยวอยู่เคียงข้างดาวพฤหัสบดีโดยห่างกันที่ระยะ 2 องศา วันที่ 26 พ.ย. ดวงจันทร์เคลื่อนไปอยู่ทางซ้ายมือของดาวรวงข้าวในกลุ่มดาวหญิงสาวที่ระยะ 6 องศา
สถานีอวกาศนานาชาติเคลื่อนที่รอบโลกโดยปรากฏให้เห็นเป็นดาวสว่างบนท้องฟ้าเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบ สัปดาห์นี้สถานีอวกาศผ่านเหนือท้องฟ้าประเทศไทยหลายครั้ง ที่สังเกตได้ดีที่สุดหากท้องฟ้าเปิดเกิดขึ้นในเวลาเช้ามืดและหัวค่ำของวันเสาร์ที่ 26 พ.ย. 2559
เช้ามืดวันที่ 26 พ.ย.กรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียงเริ่มเห็นสถานีอวกาศขณะออกจากเงามืดของโลกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 05.15 น. ที่มุมเงย 35 องศา จากนั้นสถานีอวกาศ
เคลื่อนสูงขึ้น ผ่านเหนือศีรษะในเวลา 05.16 น. แล้วเคลื่อนต่ำลงจนไปสิ้นสุดใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลา 05.20 น.
หัวค่ำวันที่ 26 พ.ย.ขณะท้องฟ้ายังไม่มืดดีนัก กรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียงเริ่มเห็นสถานีอวกาศใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลา 18.30 น. จากนั้นสถานีอวกาศเคลื่อนสูงขึ้น ผ่านทางซ้ายมือของดาวศุกร์และผ่านใกล้ดาวอังคาร ก่อนจะขึ้นไปอยู่เหนือศีรษะในเวลา 18.33 น. แล้วเคลื่อนต่ำลง สิ้นสุดการมองเห็นเมื่อสถานีอวกาศเข้าสู่เงามืดของโลกขณะอยู่เหนือขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่มุมเงย 15 องศา ในเวลา 18.35 น. (เวลาอาจคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย)







