
เปิดแผนลงทุน 1 แสนล. เงินพอจ่ายหลังเกษียณแน่
ภายใต้การบริหารงบของกองทุน สปส.ที่มีมูลค่าสูงกว่า 1.6 ล้านล้านบาท สำหรับ นพ.สุรเดช มองว่า
ภายใต้การบริหารงบของกองทุน สปส.ที่มีมูลค่าสูงกว่า 1.6 ล้านล้านบาท สำหรับ นพ.สุรเดช มองว่า นี่เป็นกองทุนขนาดใหญ่ หลักการบริหารของกองทุนก้อนนี้ต้องทำให้ผู้ประกันตนมั่นใจ
ว่า มีเพียงพอไว้จ่ายให้หลังเกษียณแน่นอน ดังนั้น ต้องนำเงินบางส่วนของกองทุนไปลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
เลขาธิการ สปส. ให้รายละเอียดว่า ปัจจุบันผู้ประกันตนหลังเกษียณจะได้เงินบำนาญจาก สปส.ประมาณ 3,000-7,500 บาท/เดือน แต่หากมองไปในอนาคตอีก 30-40 ปีข้างหน้า เงิน 3,000 บาท อาจไม่เพียงพอ ฉะนั้น สปส.จึงต้องเตรียมตัวมองไปข้างหน้าเพื่อให้ผู้ประกันตนมีพอกินพอใช้ในอนาคต
“การลงทุนเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องเอาชนะเงินเฟ้อให้ได้ แต่แน่นอนการที่จะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นความเสี่ยงก็ต้องสูงเช่นกัน ฉะนั้นการลงทุนเพื่อให้เกิดความสมดุล ตามหลักการลดความเสี่ยงทางเศรษฐศาสตร์ บอกว่า ไม่ควรนำไข่ไปใส่ไว้ในตะกร้าเพียงใบเดียว เพราะหากประเทศเกิดปัญหาเศรษฐกิจภายในเงินที่อยู่เฉพาะในประเทศไทยที่เดียว จะได้รับผลกระทบไปด้วย”
เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า แผนการบริหาร คือ การนำเงินไปลงทุนไปในตลาดต่างประเทศประมาณ 1 แสนล้านบาท จากจำนวนเงินทั้งหมด 1.6 ล้านล้านบาท ไปลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งหลักการพิจารณานำเงินไปลงทุนจะมีคณะกรรมการจากผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นักวิชาการอิสระ รวมถึงผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องระบบลงทุนขนาดใหญ่ ช่วยดูแลนโยบายลงทุนบริหารความเสี่ยงให้สมดุล
เลขาธิการ สปส. ชี้แจงว่า ตามแผนการลงทุนจะนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศกับในประเทศถึงปี 2561 สัดส่วนที่นำไปลงทุนในต่างประเทศอยู่ในมูลค่า 1 แสนล้านบาท ถือว่าไม่มากหากเทียบกับสัดส่วนของกองทุนทั้งหมด 1.6 ล้านล้านบาท ตรงนี้เสมือนเป็นกรอบ แต่เมื่อไปลงทุนจริงต้องศึกษาดูความเสี่ยงในการลงทุนควบคู่กันไปด้วย
ส่วนที่เหลือจาก 1 แสนล้านบาท จะนำไปลงในกลุ่มความเสี่ยงต่ำไม่น้อยกว่า 60% ซึ่งตอนนี้ สปส.นำไปลงทุนอยู่ที่ 70% เช่น หุ้นกู้บริษัทเอกชน หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง เพราะจะไม่ฝากความหวังไว้กับการลงทุนที่เดียวไม่ได้ เพราะถึงแม้จะมั่นคงแต่ผลตอบแทนต่ำ ส่วนการไปซื้อหุ้นจะไม่ซื้อตามความต้องการ แต่มีการประเมินอย่างรอบคอบมั่นคง
“ผมขอย้ำว่าการลงทุนของ สปส. เราไม่ได้คิดเพียงว่าต้องได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุด และต้องเสี่ยงอย่างเต็มที่ แต่เราจะมองไปถึงความมั่นคงในการพัฒนาประเทศ ฉะนั้นการลงทุนอะไรที่ช่วยให้ประเทศมีการพัฒนา ไปเป็นประเทศที่เจริญแล้ว หลุดจากรายได้ปานกลาง สิ่งเหล่านี้ สปส.ต้องมีส่วนเข้าไปช่วย”
ขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์ที่จะนำเงินไปลงทุนต้องมีความคล่องตัว เพราะหากเกิดเหตุและต้องรอระบบราชการ การตัดสินใจอาจไม่ทัน ฉะนั้นการปรับปรุงให้เกิดความคล่องตัวเพื่อสู้กับตลาดและลดความเสี่ยงลง จึงมีการยกร่างแก้ไขกฎเกณฑ์เพื่อที่จะตั้งคณะทำงานขึ้นบริหาร โดยที่คนของ สปส.จะไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่จะให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลบริหารจัดการภายใต้ข้อตกลงระหว่างหน่วยงานที่ชัดเจนเพื่อบริหารเงินเหล่านี้ คาดว่าขั้นตอนยกร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะทำให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้ หลังจากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการแก้ไขกฎหมายอื่น ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ใหญ่ ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย รวมถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
“ยืนยันและมั่นใจว่าจะทำให้การบริหารเงินของกองทุน สปส.มีตลอดไป เงินไม่หมด บางครั้งคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงปรับตัว ถึงแม้เป็นเศรษฐีสักวันหนึ่งเงินต้องมีวันหมด สปส.จึงต้องปรับตัวเพื่อทำให้ผู้ประกันตนมีรายได้เพียงพอหลังเกษียณ” นพ.สุรเดช กล่าวน้ำเสียงหนักแน่น







