
ประกันสังคม ยุค หมอสุรเดช ชูเป้าหมายโปร่งใส ยึดหัวใจผู้ประกันตน
สํานักงานประกันสังคม (สปส.) ถือเป็นอีกหน่วยงานรัฐองค์กรหนึ่งของประเทศ ทำหน้าที่ดูแลสวัสดิการของประชาชน
โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด
สํานักงานประกันสังคม (สปส.) ถือเป็นอีกหน่วยงานรัฐองค์กรหนึ่งของประเทศ ทำหน้าที่ดูแลสวัสดิการของประชาชนผู้ใช้แรงงานเกือบทั่วประเทศ ตั้งแต่วัยทำงานไปจนถึงหลังเกษียณ ภายใต้งบการบริหารของกองทุนประกันสังคมที่มีมูลค่าสูงกว่า 1.6 ล้านล้านบาท ฉะนั้นผู้ที่เข้ามาขับเคลื่อนองค์กรนี้ นอกจากต้องมีความสามารถการบริหาร ยังต้องเข้าใจถึงหลักการบริการเพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงสิทธิตัวเองได้อย่างแท้จริง
นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการ สปส.ป้ายแดงที่เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เติบโตมาจากเจ้าหน้าที่บริหารงานประกันสังคม 8 จ.อำนาจเจริญ เมื่อปี 2538 ผ่านมากว่า 21 ปี ก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่คอยกำหนดทิศทางองค์กรสำคัญนี้
บทบาทของ นพ.สุรเดช ที่ผ่านมา มีส่วนขับเคลื่อนการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับการคุ้มครองดูแลสวัสดิการอย่างเป็นธรรม อาทิ การปฏิรูประบบงานประกันสังคม งานกองทุนเงินทดแทน และระบบ สปส.ให้เกิดความโปร่งใส ขณะเดียวกันก็ใส่ใจถึงเรื่องของความมั่นคงของระบบบริหารกองทุนประกันสังคมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนจะได้ไม่ต้องเป็นภาระกับประเทศในอนาคต
ตลอดเส้นทางการทำงานเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานกว่า 21 ปี ของ นพ.สุรเดช ส่วนใหญ่เดินอยู่ในสายการบริหารงานของ สปส.เป็นหลัก ไม่ว่าประกันสังคมจังหวัดต่างๆ เช่น จ.สมุทรปราการ จ.เพชรบุรี ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ สปส.ผู้อำนวยการสำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ สปส. เป็นรองเลขาธิการ สปส. และอีกหลายตำแหน่งในกระทรวงแรงงาน เช่น รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน และเก้าอี้สุดท้ายคือ รองปลัดกระทรวงแรงงาน จนถึงปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สปส.
โพสต์ทูเดย์สนทนากับ นพ.สุรเดช ถึงทิศทางการทำงานของ สปส. เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับผู้ประกันตนในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
นพ.สุรเดช หรือ “หมอเดช” ฉายภาพว่า อุปสรรคการดำเนินงานของ สปส. คือเรื่องข้อกฎหมายเนื่องจากการแก้ไขกฎระเบียบต้องแก้ที่กฎหมาย ฉะนั้นการบริหารองค์กรให้เข้ากับยุคสมัย ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกจึงต้องแก้กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงทั้งกฎหมายที่บังคับใช้มานาน รวมถึงต้องพัฒนาระบบเชื่อมฐานข้อมูล ลดการใช้เอกสาร เปลี่ยนวิธีคิดเจ้าหน้าที่ไม่เอาพวกตนเป็นศูนย์กลาง แต่ต้องพัฒนาวิธีคิดโดยมองไปข้างหน้า เข้าใจเจ้าของเงินที่เป็นผู้ประกันตนและนายจ้าง
“ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ สปส. มีเรื่องที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากพอสมควร เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน รัฐบาล และแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี เพื่อประโยชน์ประชาชนผู้ประกันตน ดังนั้น 1 ปีจากนี้ไม่รู้ว่าผลการประเมินจากทางรัฐมนตรีจะเป็นอย่างไร แต่ผมคิดเพียงว่า ต้องทำให้ สปส.เป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่น พึ่งได้เวลาเดือดร้อน และต้องได้รับการยกระดับเป็นองค์กรคุณภาพอันดับต้นๆ ของประเทศไทย”
เป้าหมายการทำงานที่ นพ.สุรเดช วางไว้กับ สปส. คือ ไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงในระยะยาว 20 ปีข้างหน้า ให้คนไทยทุกคนมีหลักประกันที่มั่นคงในชีวิต มีประกันสังคมทั่วหน้า การให้บริการประกันสังคมต้องเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา โดยจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ด้านบริการให้มากขึ้น
นพ.สุรเดช กล่าวว่า การทำงานขององค์กรจะใช้หลักบริหารที่ต้องตัดสินใจร่วมกันทุกฝ่าย จะยึดเพียงไม่กี่คนไม่ได้ ต้องทำงานแบบมีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน ดังนั้นภายในเดือน ธ.ค.นี้จะมีการลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกันตน นายจ้าง รวมถึงผู้ให้บริการเพื่อนำมาปรับปรุงระบบ สปส. ทั้งเรื่องปฏิรูประบบบำนาญ สิทธิผู้ประกันตนประเภทต่างๆ ให้ดีขึ้น
ขณะที่การให้บริการต้องปรับปรุงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาติดต่อ อาทิ ลดขั้นตอนการสืบค้นหาหลักฐาน การกรอกรายละเอียดแบบฟอร์มต้องสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนไม่ให้เจ้าหน้าที่ยุ่งเกี่ยวกับเงิน แต่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบสั่งโอนจ่ายผ่านบัญชีธนาคารแทน และใช้การแจ้งเตือนผ่านข้อความโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้จะพยายามเพิ่มช่องทางการสื่อสารกับประชาชนผ่านเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นมากขึ้น
เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า เนื่องจากองค์กรต้องบริหารเงินกองทุนที่มีมูลค่าสูงเพื่อนำไปใช้ในการดูแลผู้ประกันตน รวมถึงการลงทุน ดังนั้นต้องมีมาตรการป้องกันการทุจริตเพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่นอกเหนือจากกรอบของกฎหมาย โดยขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระเข้ามาทำหน้าที่ดูแล โดยจะไม่มีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคมเข้าไปยุ่งเกี่ยว คณะกรรมการชุดนี้จะไม่ทำเพียงแค่ประชุม แต่จะมีห้องทำงานภายใน สปส.เพื่อคอยตรวจสอบอย่างจริงจัง ป้องกันให้ไม่เกิดเหตุที่ไม่ควร นอกจากนี้จะมีการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ใช่ความลับของผู้ประกันตนเพื่อให้สังคมร่วมกันตรวจสอบอีกทาง
“ยืนยันว่าจะทำให้ สปส.เป็นองค์กรที่ปลอดจากการทุจริตประพฤติมิชอบ โปร่งใส ขณะนี้ได้สั่งการเตือนแล้วว่าผู้ที่เคยมีพฤติกรรมเข้าข่ายขอให้หยุดการกระทำทันที เพราะผมจะไม่ยอมให้มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น” เลขาธิการ สปส.คนใหม่ ระบุ
ขณะที่การดูแลสิทธิผู้ประกันตนให้สอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการให้ประชาชนทุกคนมีหลักประกัน ฉะนั้นสปส.จะพยายามหาทางให้แรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับการดูแล เช่น กลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน กลุ่มจ้างเหมา ฯลฯ ได้เข้ามาสู่ระบบประกันสังคมพร้อมกับจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ไม่มีความเหลื่อมล้ำจากสิทธิของผู้ประกันตนในปัจจุบัน
สำหรับการดูแลผู้ประกันตนมาตรา 40 (ผู้ประกันตนอิสระไม่เคยเป็นลูกจ้างในสถานประกอบการ) ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะเป็นเกษตรกรที่มักจะประสบปัญหาจากพืชผลการผลิตต่างๆ บ่อยครั้ง เช่น เรื่องข้าว เบื้องต้นได้ช่วยเหลือโดยยกเว้นให้งดการส่งเงินผู้ประกันตนได้โดยไม่ขาดจากสิทธิ
ขณะที่ในอนาคตจะมีแนวทางช่วยเหลือผู้ประกันตนกลุ่มนี้อย่างไร ก็อาจใช้วิธียืดหยุ่นอะไรให้ได้บ้างเพื่อให้ผู้ประกันตนที่ประสบปัญหายังคงได้รับสิทธิอยู่ รวมถึงอาจมีการให้ซื้อสิทธิย้อนหลังสำหรับผู้ที่หลุดจากระบบได้กลับเข้ามาใหม่ แต่รูปแบบซื้อสิทธิอาจจะไม่ใช่ซื้อเพื่อเบิกสิทธิที่เคยผ่านมาแล้วได้ แต่เป็นการซื้อเพื่อให้ระบบสิทธิเดินไปข้างหน้า
เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จึงจะมีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบเพื่อให้รองรับสังคมในอนาคตที่จะมีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ทำงานได้นาน รวมถึงจะมีการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ ขยายอายุเกษียณ ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้กระทรวงแรงงานกำลังพิจารณาศึกษาอยู่ แต่ต้องทำภายใต้การที่ผู้ร่วมจ่ายอย่างนายจ้างยินยอมด้วย
นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า แนวคิดการทำงาน สปส.จากนี้ได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่ทุกคนว่าต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ต้องมองผู้ประกันตนเป็นหลัก คือ ถ้าผู้ประกันตนเดือดร้อนฉุกเฉินเข้ามา เจ้าหน้าที่สามารถทำงานตรวจสอบตามขั้นตอนได้ แต่ต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ประกันตน เพราะสิทธิบา งคนอาจหมายถึงชีวิต
ฉะนั้น ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถได้รับบริการก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายค่อยตรวจสอบว่าสิทธิการดูแลเป็นของ สปส. หรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือบัตรทอง 30 บาท เป็นผู้ดูแล เนื่องจากประชาชนคนไทยทุกคนมีสิทธิที่ควรได้รับบริการทันท่วงที
“การบริหารงาน สปส.จากนี้ภายใน 3-6 เดือน ต้องมีความชัดเจนโปร่งใส การทำงานทุกหน่วยต้องมีผลสัมฤทธิ์และตัวชี้วัดที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงรายเบื้องต้น และ 1 ปีจากนี้ต้องประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 60% ต้องทำไปให้ได้ถึง 80% ความโปร่งใสของสำนักงานต้องยกระดับไปที่ 80% การบริการต้องนำเทคโนโลยีมาใช้อยู่ที่ 75-80% โดยวิธีการวัดประเมินผลต้องมีหน่วยงานน่าเชื่อถือเข้ามาดูแล ไม่ใช่เพียงบอกกันเองภายในองค์กร” นพ.สุรเดช กล่าว







