posttoday
‘ไบโอเมตริกซ์’ สกัดอาชญากร  โลกใส่ใจ ไทยต้องทำ

‘ไบโอเมตริกซ์’ สกัดอาชญากร โลกใส่ใจ ไทยต้องทำ

20 พฤศจิกายน 2559

45-60 วินาที คือตัวเลขเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในด่านหลัก ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

45-60 วินาที คือตัวเลขเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในด่านหลัก ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง จะมีโอกาสได้ “มอง” และพิสูจน์ชาวต่างชาติผู้นั้น ว่ามีพฤติกรรมอันน่าสงสัยหรือไม่ ก่อนที่จะให้เข้ามาในประเทศ

ทั้งใบหน้าที่ตรงกับหนังสือเดินทาง พฤติกรรมอันเป็นหลักวิชาเฉพาะที่ใช้จับสังเกต แต่ด้วยเวลาที่บีบเพียงไม่ถึง 1 นาที ทำให้ข้อผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการปล่อยผู้ร้ายเข้ามาในราชอาณาจักร และพร้อมกับหนังสือเดินทางที่ปลอมแปลง

หลายครั้งที่เกิดเหตุร้ายจากฝีมือของต่างชาติในเมืองไทย ตำรวจ ตม.กลายเป็นผู้ร้ายขึ้นมาทันที และพยายามจะแก้ไขปัญหาเรื่องการคัดกรองมาโดยตลอด กระทั่งสุดท้ายทางออกมาลงที่ระบบ “ไบโอเมตริกซ์” (Biometrics) ขั้นสูง

ระบบดังกล่าว แหล่งข่าวจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ให้ภาพว่า ปัจจุบันไทยมีแต่ระบบสแกนลายนิ้วมือสำหรับตรวจสอบบุคคลเท่านั้น และสิ่งนี้ก็คือระบบไบโอเมตริกซ์เช่นกัน แต่อย่างที่รู้กันว่าทุกวันนี้ลายนิ้วมือยังปลอมกันได้ ดังนั้นสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือใบหู ดวงตา ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีการตรวจสอบอวัยวะดังกล่าว

“เครื่องจะบ่งบอกความยาวของใบหูเมื่อเทียบกับโครงหน้าของผู้นั้น ส่วนม่านตาก็เป็นสิ่งที่ศัลยกรรมหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้เช่นกัน ระบบไบโอเมตริกซ์ขั้นสูงนี้จะช่วยอย่างมากในการคัดกรองว่าใครคือคนร้าย ทั้งที่ต้องการหลบหนีและเข้ามาก่อเหตุในประเทศไทย”

แหล่งข่าวเล่าอีกว่า สตม.เคยเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อขอให้จัดหาเครื่องมือนี้มาใช้งาน แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีระบบไบโอเมตริกซ์ขั้นสูงมาใช้ แต่หากไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับตำรวจสากล หรือในระดับนานาชาติ เครื่องมือดังกล่าวก็จะใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้

ขณะที่ในระดับนานาชาตินั้น พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการ กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยอมรับว่าระบบไบโอเมตริกซ์ยังไม่แพร่หลายมากนัก อาจจะด้วยเหตุผลที่ต้องใช้งบลงทุนสูงอย่างมาก และระบบไบโอเมตริกซ์จะเป็นความหวังใหม่ของโลกในการคัดกรองและแยกแยะคนว่าใครประสงค์ดี หรือมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงเมื่อต้องการเดินทางเข้าออกประเทศ

“ทุกวันนี้เราใช้แค่หนังสือเดินทางเพื่อแยกแยะว่าคุณคือใคร แต่มันก็เป็นแค่เอกสารที่จะปลอมแปลงกันได้ตลอดเวลา ดังนั้นในอนาคตหนังสือเดินทางจะไม่ใช่เครื่องมือที่บ่งบอกได้อีกแล้ว ฉะนั้นการสแกนตัวบุคคลก็มีอยู่วิธีเดียวคือต้องตรวจม่านตา ลายนิ้วมือ” พล.ต.ต.อภิชาติ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จะเริ่มทดลองการเดินทางของประชาชนสองประเทศระหว่างกันโดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทางภายในสิ้นปีนี้ แต่จะใช้ระบบไบโอเมตริกซ์ที่สแกนม่านตาเท่านั้น เมื่อระบบตรวจสอบว่าไม่ใช่อาชญากรก็จะเดินทางเข้าประเทศระหว่างกันได้ ซึ่งเรื่องนี้ถูกจับตาโดยกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐ หากว่าได้ผลไร้อุปสรรคก็จะนำไปใช้บ้าง ซึ่งทิศทางของอนาคตไปในรูปแบบนั้น

ผู้บังคับการ กองการต่างประเทศ บอกด้วยว่า ระบบไบโอเมตริกซ์จะไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย หากฐานข้อมูลกลางไม่ได้รับการเชื่อมโยงระหว่างกัน โดยปัจจุบันทุกประเทศจะต้องส่งข้อมูลอาชญากรมายังตำรวจสากล หรือ Interpol เพื่อให้ทุกประเทศที่เป็นสมาชิกสามารถเข้าถึงข้อมูลบุคคลได้ แต่ทุกวันนี้การส่งต่อข้อมูลไปยังตำรวจสากลก็ยังไม่ครอบคลุมมากนัก

“เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย อนาคตอีกไม่เกิน 10 ปี เมื่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อมประเทศมาถึง เราจะกลายเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งระดับโลก ถามว่าเรามีความพร้อมไปถึงจุดนั้นแล้วหรือยังในการคัดกรองคน ซึ่งเราจำเป็นต้องเริ่มระบบไบโอเมตริกซ์เลย และล่าสุดรัฐบาลก็ให้งบประมาณมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้แล้ว และคาดว่าภายในปีหน้าจะเริ่มทดลองระบบในเฟสแรกได้” พล.ต.ต.อภิชาติ อธิบาย

ขณะเดียวกัน ในฐานะที่เห็นการป้องกันรับมือของหน่วยงานตำรวจระดับนานาชาติ พล.ต.ต.อภิชาติ มองว่า การคัดกรองคนเข้ามาในประเทศและเกิดปัญหาในภายหลังนั้น อาจไม่ใช่ความผิดของเจ้าหน้าที่ เพราะด้วยระยะเวลาการคัดกรองคนที่น้อย ข้อผิดพลาดในตัวบุคคลจึงเกิดขึ้นได้ แต่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาทดแทนความบกพร่องเรื่องนี้ได้แน่นอน หากแต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องลงทุน เพื่อสร้างความปลอดภัยด้านความมั่นคง ชีวิต และทรัพย์สินของคนไทย

“ต้องลดจำนวนคนและเพิ่มเทคโนโลยีในการตรวจสอบคัดกรอง เพราะว่ากันตามจริงคนก็หมดความสามารถในการตรวจสอบขั้นสูงแล้ว เพราะเทคโนโลยีการปลอมแปลงเอกสารหนังสือเดินทางทุกวันนี้มันก็รุดหน้า ดังนั้นเราก็ต้องเอาเทคโนโลยีมาช่วยรับมือกับกลุ่มอาชญากรรมที่พัฒนาตัวเองเช่นกัน” พล.ต.ต.อภิชาติ ย้ำทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท