
พยานยุบพรรคปชป.เข้ากองปราบฯแจ้งความ ส.ส.สงขลา หมิ่นประมาท
พยานยุบพรรค ปชป.โร่เข้าแจ้งความกองปราบฯ ให้ดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับ “วิรัตน์” ส.ส.สงขลา กล่าวหารับเงินเกือบล้านบาท ลั่นถ้ารับจริงคงปลดหนี้สินได้นานแล้ว ผวาถูกข่มขู่ขอตำรวจคุ้มครอง
พยานยุบพรรค ปชป.โร่เข้าแจ้งความกองปราบฯ ให้ดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับ “วิรัตน์” ส.ส.สงขลา กล่าวหารับเงินเกือบล้านบาท ลั่นถ้ารับจริงคงปลดหนี้สินได้นานแล้ว ผวาถูกข่มขู่ขอตำรวจคุ้มครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) วันที่ 27 สิงหาคม ส.ต.ท.ทชภณ พรหมจันทร์ อายุ 62 ปี อดีตตำรวจ สน.ยานนาวา พยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ชวลิต หาญเสน่ห์ลักษณ์ พงส.(สบ.3) กก.1 บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยทำคำร้องประกอบกับสำเนาข่าวที่ลงตีพิมพ์ใน น.ส.พ.มติชน ฉบับวันที่ 25 สิงหาคม 2553 มามอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน
ส.ต.ท.ทชภณ กล่าวว่า ตามที่นายวิรัตน์ ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับภาพรวมในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งมีตอนหนึ่งระบุว่าการซักค้านพยานนัดแรกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม มีการสมคบกันระหว่างอดีตข้าราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับนักการเมืองพรรคหนึ่ง โดยมีการให้เงินกับตนซึ่งเป็นพยานคดีนี้เกือบ 1 ล้านบาท และยังระบุว่าตนมีความสนิทกับ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ รวมทั้งอ้างว่าตนเป็นแกนนำคนเสื้อแดงที่ขึ้นปราศรัยหน้าสำนักงาน กกต. เพื่อบีบให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ นั้น เป็นการใส่ความที่ทำให้ตนเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
ส.ต.ท.ทชภณ กล่าวต่อว่า จริงแล้วนายวิรัตน์ ทราบดีว่าเงินเกือบ 1 ล้านบาทเป็นเงินที่ใช้ในการคุ้มครองพยาน แต่กลับออกมาแถลงข่าวแบบพูดเพียงครึ่งเดียวทำให้ประชาชนเข้าใจว่าตนรับเงินจำนวนดังกล่าวโดยมิชอบ และยังกล่าวหาว่าตนมีความสนิทกับรองอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งไม่เป็นความจริง ตนไม่เคยรู้จักเลยเป็นแต่เพียงว่าเคยเป็นตำรวจเหมือนกันเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันตนก็ออกจากราชการแล้ว ส่วนกรณีที่บอกว่าตนเป็นแกนนำคนเสื้อแดงพามวลชนไปที่สำนักงาน กกต.ก็ไม่เป็นความจริง ตนเพียงแต่ไปชุมนุมและได้โอกาสขึ้นพูดบนเวทีปราศรัยซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญและหากตนเป็นแกนนำจริงป่านนี้ก็คงถูกดำเนินคดีข้อหาก่อการร้ายไปแล้ว
“ผมไม่รู้จักกับ พ.ต.อ.วิรัตน์ แต่การที่ต้องไปที่ดีเอสไอ เพราะมีการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยของพยานคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนเรื่องเงินเกือบ 1 ล้านบาท ถ้าได้มาจริงผมก็คงเอาไปใช้ปลดหนี้สินหมดแล้ว เรื่องนี้ทำให้ผมเสียหาย ทุกวันนี้ก็รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเหมือนมีคนคอยเฝ้าติดตามอยู่ด้วยจึงต้องแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณากับนายวิรัชต์ และขอกำลังเจ้าหน้าที่ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยให้ด้วย” ส.ต.ท.ทชภณ กล่าว
ส.ต.ท.ทชภณ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมาได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลมาครั้งหนึ่ง แต่ก็มีเพียงเจ้าหน้าที่มารับแทนและยังพูดจากับตนไม่ดีทั้งที่ตนกำลังทุกข์ร้อนเพราะมีบุคคลคอยติดตามลักษณะข่มขู่คุกคามจนใช้ชีวิตประจำวันลำบากมากขึ้นจึงอยากให้มีมาตรการคุ้มครองพยานแต่กลับไม่ได้รับความสนใจ
ขณะที่ พ.ต.ท.ชวลิต กล่าวว่า ได้รับเรื่องและสอบปากคำผู้เสียหายไว้แล้ว ก่อนจะนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจและ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้เดินทางเข้ามารายงานตัวกับเจ้าพนักงานสอบสวนในกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึดสนามบิน ในข้อหาก่อการร้าย







