
ร่วมทุนต่างชาติ
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
ในช่วง ค.ศ. 1990-1995 บริษัท คาโช ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจนำเข้าส่งออกยางพารา สารเคมีต่างๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมยาง พลาสติก อาหาร เกษตรและอุตสาหกรรมต่างๆ บริษัทของผมเป็นลูกค้าซื้อสารเคมีผ่านบริษัทนี้มานาน ได้แนะนำบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมยาง และสนใจจะลงทุนในประเทศไทยมาให้รู้จักหลายบริษัทด้วยกัน
ลูกๆ บอกผมว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ เวลามาต้องมีล่ามหรือไม่ก็หาบริษัทญี่ปุ่นในไทยมาช่วยในการสื่อสาร แต่ผมโชคดีที่มีลูกสะใภ้เป็นคนญี่ปุ่น และภวัฒน์เองพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี เวลาบริษัทญี่ปุ่นมาประชุมจะมากัน 4-5 คน พูดคุยกันยาว บางครั้งคุยกันทั้งวัน จาก 10 กว่าบริษัทที่มาพูดคุยกันเหลือ 3 บริษัทที่ตกลงร่วมทุนกัน
ภวัฒน์และลูกๆ ได้พัฒนาธุรกิจไปไกลมากในปี 2538 (ค.ศ. 1995) มีการตั้งบริษัท แอร์โรเฟลกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ทำฉนวนกันความร้อนแอร์โรเฟลกซ์ และแผ่นพลาสติกปูท้ายรถกระบะ ภายใต้ยี่ห้อ แอร์โรลายเนอร์, ฮีโรลายเนอร์ และภายหลังมีสินค้าอีกหลายตัวในกลุ่มรถยนต์ จึงใช้ชื่อเรียกสินค้าทั้งหมดว่า แอร์โรคลาส (AEROKLAS) และในปี 2539 (ค.ศ. 1996) มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับญี่ปุ่น 3 บริษัท และร่วมทุนกับมาเลเซีย 1 บริษัท ซึ่งทุกบริษัทตั้งอยู่บนที่ดินของบริษัท ไอ.พี.พี. จ.ระยอง ซึ่งอดีตเป็นไร่สับปะรดมาเป็นโรงงาน 5 โรงงาน ที่พร้อมจะเติบใหญ่ต่อไป และในปี 2539 (ค.ศ. 1996) ได้ตั้งโรงงานอีก 4 โรงงาน เปลี่ยนจากชุมชนเกษตรมาเป็นชุมชนอุตสาหกรรม
ในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู เพื่อนฝูงของผมส่วนใหญ่พูดคุยกันเรื่องซื้อๆ ขายๆ ทรัพย์สินต่างๆ โดยเฉพาะที่ดิน ซื้อมาขายไปแล้วมีกำไรเป็นแสนเป็นล้านหรือหลายๆ ล้าน ในเวลาไม่กี่เดือน บางครั้งยังไม่ทันโอนก็มีคนมาขอซื้อต่อโดยให้ราคาสูงกว่าที่ซื้อไว้หลายล้านบาท ใครเล่นที่ดินรวยกันทั้งนั้น ผมได้ยินบ่อยๆ แล้วอยากรวยแบบเขาบ้าง บริษัทผมพอมีเงินน่าจะใช้เงินต่อเงินได้ แม้ว่าใจผมอยากเล่นที่ดินและผมเป็นพ่อที่ดูแลเรื่องเงินอยู่ แต่ก็ต้องสอบถามลูกๆ ก่อนเสมอ
“พ่อว่าเราน่าจะซื้อที่ดินแปลงนี้ แปลงนี้และแปลงนี้ รวม 3 แปลง ก็แค่ 20 กว่าล้าน ซื้อทิ้งไว้อีกไม่กี่เดือนเราก็ขายได้ราคา กำไรเห็นๆ อย่างน้อย 5-6 ล้านบาท ที่ดินแถวนี้เขาต้องการกันมาก” ผมนำเสนอที่ดินที่นายหน้าบอกว่าดีมากควรซื้อไว้เก็งกำไร
“เราไม่ได้มีเงินมากมายอย่างนั้น อย่างมากก็ซื้อที่ดินแถว จ.ระยอง ซึ่งซื้อไว้ขยายโรงงาน ค่อยๆ ซื้อทีละแปลง เงินที่กู้มาก็ใช้หมุนเวียนขยายโรงงาน ไม่เก็งกำไรที่ดิน ไม่ใช่อาชีพของเรา ราคามันสูงเกินไปมาก ถ้าซื้อไว้ไม่มีคนมาซื้อต่อก็แย่ซิ! ถึงเวลาจ่ายเงินไม่มีเงินให้แบงก์ก็เจ๊งกันแน่นอน” ภวัฒน์มักพูดแบบนี้เสมอ
สุดท้ายเราซื้อที่ดินแถว จ.ระยอง เป็นหลัก ในราคาไม่สูงนัก แต่เป็นราคาที่ดีมากสำหรับเจ้าของที่ดินในต่างจังหวัด เจ้าของที่ดินได้เงินเป็นฟ่อนรวยอู้ฟู่ ในช่วงนั้นมักมีข่าวเกี่ยวกับการใช้เงินของคนขายที่ดินได้ไม่เฉพาะใน จ.ระยองเท่านั้น แต่เป็นกันทั้งประเทศ แบบอย่างที่ดีก็มีให้เห็นบ้าง แบบอย่างที่ไม่ดีก็มีไม่น้อย
เจ้าของที่ดินบางรายขายที่ได้นำเงินไปซื้อแปลงที่อยู่ลึกเข้าไป ซึ่งมีราคาถูกกว่าสร้างบ้าน พัฒนาที่ดินทำกิน แจกจ่ายให้ลูกหลานบ้างเล็กน้อย ส่วนที่เหลือฝากธนาคารใช้ในยามจำเป็น แต่บางรายพอได้เงินก็ซื้อรถกระบะเป็นโหลแจกให้ลูกหลานคนละคัน แจกเงินแจกทอง เลี้ยงฉลองเพื่อนบ้าน อวดรวยกันเต็มที่ ไม่กี่ปีไม่มีเงินเหลือแถมเป็นหนี้สินมากมาย เพราะลูกหลานขับรถเสียเงินค่าน้ำมัน เลี้ยงเพื่อน หรือบางรายขับรถไปชนคนตาย และสารพัดปัญหาจากการให้รถแบบไม่เข้าใจ
“รวยทั้งทีก็น่าจะรวยแบบยั่งยืน รวยน้อยๆ แต่รวยนานๆ น่าจะดีกว่าไหม”
ผมยอมรับว่าเวลาคุยเรื่องซื้อที่ดินผมไม่พอใจหลายครั้ง แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปแล้ว ถ้าซื้อที่ดินตามที่ผมเสนอในช่วงนั้น และเล่นเก็งกำไร ผมไม่รู้ว่าวันนี้ผมจะ “รวย” หรือจะ “เจ๊ง” กันแน่ ผมรู้อย่างเดียวว่า ช่วงเศรษฐกิจรุ่งก็รวยกันไม่รู้เรื่อง แต่พอช่วงเศรษฐกิจแย่ (ประมาณ ค.ศ. 1996) คนซื้อที่ดินไว้เป็นคนสุดท้ายถึงกับหน้าซีดกันหมด เพราะรับซื้อที่ดินมาในราคาสูงมากแต่ไม่มีคนซื้อต่อ เงินที่นำไปซื้อก็เป็นเงินกู้แถมเป็นเงินกู้ระยะสั้น 3 เดือน ถึงเวลาคืนเงินต้นแล้ว!...เจ๊งลูกเดียว!
“เก็งที่ดิน กลายเป็น เกร็งที่ดิน กันไปหมดแล้ว!”
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







