posttoday
ถอดบทเรียนการเลือกตั้งอเมริกา

ถอดบทเรียนการเลือกตั้งอเมริกา

18 พฤศจิกายน 2559

โดย....อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

โดย....อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

รับทราบกันไปแล้วนะครับสำหรับการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา การเลือกตั้งในปีนี้ไม่ได้มีแค่การเลือกตั้งประธานาธิบดีตำแหน่งเดียว แต่มีการเลือกตั้งในเกือบทุกระดับของการเป็นผู้แทนของประชาชน

ผู้ที่ติดตามการเลือกตั้งมาโดยตลอดก็คงจะทราบดีถึงกระบวนการเลือกตั้งที่กินระยะเวลายาวนาน โดยเฉพาะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเพราะเริ่มมาตั้งแต่เกือบ 2 ปี นับตั้งแต่การเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อคัดเลือกผู้สมัครเป็นตัวแทนของแต่ละพรรคมาจนถึงวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา

คงทำให้หลายคนได้เกิดความคิดว่าทำไมในการเลือกตั้งหรือในการเมืองของประเทศไทยไม่มีลักษณะ กระบวนการ หรือวิธีการแบบที่นักการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งของประเทศสหรัฐ อเมริกาใช้แบบนั้นบ้าง หรืออาจจะตั้งคำถามง่ายๆ คือ เราสามารถถอดบทเรียนการเลือกตั้งของประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีออกมาเป็นประเด็นๆ เพื่อการเรียนรู้และเลียนแบบได้หรือไม่

คำตอบคือ มี 3 ประเด็นหลักที่สามารถถอดออกมาเป็นบทเรียนสำหรับการเมืองไทยและสังคมไทย

ประเด็นที่ 1 การหาเสียงที่เน้นผลการทำงานในอดีตของผู้สมัครมากกว่าการขายฝันในอนาคต ในประเด็นนี้เราจะเห็นว่าตลอดช่วงระยะเวลาของการหาเสียง กลยุทธ์ของผู้หาเสียงจะเน้นไปถึงผลการทำงาน การกระทำ แม้กระทั่งคำพูดว่าในอดีตนั้น ตนได้ทำอะไรมาบ้าง และสิ่งที่ตนทำมานั้นจะเป็นเครื่องรับประกันว่าในอนาคตการกระทำหรือนโยบายที่จะออกมาเมื่อได้รับตำแหน่งแล้วจะมีทิศทางหรือลักษณะอย่างไร แม้กระทั่งคำพูดที่เคยพูดมาในอดีตก็ยังถูกนำมาให้ผู้สมัครแต่ละคนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เคยพูดออกไป ทรัมป์ถูกโจมตีเรื่องผลงานการทำธุรกิจที่ดูว่ามีการไม่ประสบความสำเร็จหรือการออกมาพูดที่ดูว่าไม่ให้เกียรติผู้หญิง ในขณะเดียวกันฮิลลารีถูกโจมตีเรื่องผลงานเมื่อตอนเป็นวุฒิสมาชิกรัฐนิวยอร์ก การใช้อีเมลส่วนตัวในขณะดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศรวมถึงการรับบริจาคเงินเข้ามูลนิธิคลินตัน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถูกนำมาเป็นตัวชี้วัดของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันในการตัดสินใจเลือกใครเป็นลำดับแรกๆ แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าการเลือกด้วยความรู้สึกหรือารมณ์ของคนอเมริกันนั้นไม่มี แต่จะบอกว่าความรู้สึกหรืออารมณ์นั้นมาจากการพิจารณาผลงานก่อน

ตรงข้ามกับลักษณะการหาเสียงหรือพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนไทยที่นักการเมืองจะไม่เอาเรื่องในอดีตที่เป็นเรื่องของผลของการทำงานหรือพฤติกรรมที่บ่งชี้ให้เห็นว่าผลการทำงานในอนาคตจะเป็นอย่างไร การหาเสียงมักจะเป็นการโฆษณาว่านโยบายที่ได้คิดค้นออกมานั้นจะนำประเทศไปอย่างไร โดยไม่ได้บอกว่ามีหลักประกันอะไรบ้างหรือผลงานอะไรในอดีตมาการันตีว่านโยบายที่นำเสนอนั้นทำได้จริงหรือขายฝัน

ที่แน่ๆ ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งของไทยมักไม่ให้ความสำคัญต่อการกระทำ พฤติกรรม และคำพูดของผู้สมัครในอดีตมาเป็นตัวช่วยตัดสินใจในการจะลงคะแนนเสียงให้ใคร ทั้งๆ ที่การกระทำเหล่านั้นเป็นเครื่องบ่งบอกได้อย่างดีว่าผู้สมัครคนนั้นๆ มีพื้นฐานความคิดและการกระทำที่จะเป็นที่ยอมรับของเราและสังคมได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งสังคมไทยมักใช้การตัดสินและใช้มาตรการทางสังคมต่อผู้ที่มีการทำที่ไม่เป็นที่ยอมรับแต่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดความเป็นไปของสังคมเช่นนักแสดงหรือคนทั่วไปที่มีพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับและถูกนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์ แต่กลับไม่ให้ความสำคัญต่อการกระทำและคำพูดของนักการเมืองมากเท่าไหร่

ประเด็นที่ 2 การเช็กความถูกต้องต่อคำพูดที่ใช้หาเสียงและนโยบายที่นำเสนอผ่านการหาเสียงหรือที่เรียกว่า Fact Checking เป็นประเด็นของการจับตาการเลือกตั้งที่ในสังคมไทยอาจจะยังตามหลังอยู่หนึ่งถึงสองก้าวคือ ในช่วงของการเลือกตั้งการที่ผู้สมัครได้แสดงปาฐกถา การโต้วาทีแสดงวิสัยทัศน์ หรือให้สัมภาษณ์กับสื่อ คำพูดและบทสนทนาเหล่านั้นจะถูกนำมาตรวจสอบถึงความถูกต้องว่าที่ได้พูดออกไปนั้นตรงกับความจริงหรือคลาดเคลื่อนจากความจริงมากน้อยแค่ไหน

การตรวจสอบความถูกต้องนี้จะเกิดประโยชน์อย่างมากต่อผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะในการเลือกตั้งแต่ละครั้งข้อมูลที่ผู้สมัครแต่ละคนจะระดมนำเสนอออกมาผ่านสื่อต่างๆ เพื่อเข้าสู่ระบบความคิดและการพิจารณาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นมีอย่างหลากหลายและมากมาย จนบางครั้งเกิดอาการการมีข้อมูลมากเกินจุดที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะแยกแยะได้ว่าอันไหนถูกหรือผิด ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อได้ยินประโยคหรือคำพูดของผู้สมัครที่ตนเองชื่นชอบด้วยแล้วนั้น ความสามารถในการแยกแยะจะลดลงและจะมีทีท่าจะคล้อยตามไปโดยง่าย หรือสำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกใครการได้ทราบว่าผู้สมัครแต่ละคนมีความจริงใจแค่ไหนในการให้ข้อมูลเพื่อที่จะได้คะแนนเสียงจากตน ก็จะช่วยให้การตัดสินใจนั้นง่ายขึ้น

ประเด็นที่ 3 การทำและเสนอโพลควรมี แต่ต้องเข้าใจและใช้ให้เป็นในการเลือกตั้งทุกครั้ง โพลสำรวจความเห็นประชาชนว่าจะตัดสินใจเลือกผู้สมัครคนใดถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ส่วนหนึ่งผลโพลเป็นประเด็นที่ผู้สมัครสามารถใช้เป็นฐานของการหาเสียงหรือตัวช่วยตัดสินใจว่าจะดำเนินการหาเสียงไปในทิศทางหรือรูปแบบใด สำหรับสื่อมวลชนผลโพลก็เป็นเนื้อหาข่าวชั้นดีที่สามารถนำไปขยายและนำเสนอให้ผู้ติดตามข่าวได้เสพได้

แต่สำหรับคนทั่วๆ ไปแล้วความไม่เข้าใจในตัวเลขผลโพลที่นำเสนออาจทำให้ไขว้เขวและเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งได้ เพราะเกือบจะทุกครั้งที่การนำเสนอผลโพลนั้นเป็นการนำเสนอเพียงตัวเลขที่ผู้สมัครได้รับและบอกเพียงแต่ว่าใครนำหรือใครตาม แต่ไม่ได้บอกว่าในผลโพลนั้นมีค่าตัวเลขอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา เช่น ค่าตัวเลขช่วงของความคลาดเคลื่อนที่จะเป็นตัวบอกได้อย่างดีว่าผลคะแนนที่ผู้สมัครแต่ละคนได้รับนั้นผู้นำได้นำขาดหรือจริงๆ แล้วเป็นการนำที่ไม่มีผลนัยที่สำคัญทางสถิติ หรือตัวเลขจำนวนผู้ที่ตอบโพล และพื้นที่ที่โพลนั้นไปทำมา เพราะการนำเสนอผลโพลที่มีการนำเสนอแต่ผู้เสพผลโพลนั้นไม่มีความเข้าใจในตัวเลข พฤติกรรมของการโกหกด้วยสถิติอาจจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลการเลือกตั้งในอเมริกาได้ออกมาหลายคนอาจจะดีใจหรือเสียใจกับผู้สมัครที่ตนเองได้ตามลุ้นตามเชียร์ แต่เพื่อให้การตามลุ้นตามเชียร์นั้นไม่เสียประโยชน์การเก็บประสบการณ์ในสิ่งที่เห็นจากพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนที่อยู่ในกระบวนการทั้งหมดคงทำให้เกิดความคิดในการที่จะทำให้การเลือกตั้งของไทยนั้นมีคุณภาพที่ดีกว่าที่เป็นมา

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด ฟอเรสต์ พบ อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด ฟอเรสต์ พบ อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69