
ลุยกระตุ้นการคลัง ทางออกสุดท้ายศก.ญี่ปุ่น
การที่รัฐบาลว่าที่ประธานาธิบดโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมปรับการพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศจากการพึ่งพานโยบายกระตุ้นทางการเงินอย่างช้าๆ ไปสู่การกระตุ้นทางการคลังด้วยงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวครั้งใหญ่ที่คาดว่าจะสูงถึง 5 แสน-1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17.7-35 ล้านล้านบาท) นั้น อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนมากที่สุดว่าโลกกำลังจะหมดยุคของการพึ่งพาธนาคารกลางเป็นหลักแล้ว
การที่รัฐบาลว่าที่ประธานาธิบดโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมปรับการพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศจากการพึ่งพานโยบายกระตุ้นทางการเงินอย่างช้าๆ ไปสู่การกระตุ้นทางการคลังด้วยงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวครั้งใหญ่ที่คาดว่าจะสูงถึง 5 แสน-1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17.7-35 ล้านล้านบาท) นั้น อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนมากที่สุดว่าโลกกำลังจะหมดยุคของการพึ่งพาธนาคารกลางเป็นหลักแล้ว
ทิศทางที่ว่านี้ยังอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งอิทธิพลให้ญี่ปุ่นต้องเตรียมปรับเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจหลังจากนี้ด้วย หลังจากที่นโยบายอาเบะโนมิกส์ตลอดช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมา ยังไม่สามารถผลักดันอัตราเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจไปตามเป้าหมายได้ อีกทั้งยังเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกหลายด้านหากทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ในปีหน้านี้
มีรายงานว่า ขณะนี้บรรดาผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ กำลังเริ่มพิจารณาการใช้มาตรการทางการคลังเป็นวิธีต่อไปในการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น หลังจากที่การผลักดันผ่านธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เริ่มมาถึงทางตัน จนบีโอเจเพิ่งยอมรับไปว่าคงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ได้ทันก่อนที่ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ จะหมดวาระลงในเดือน เม.ย. 2018 หรืออาจกล่าวได้ว่าญี่ปุ่นไม่เหลือหนทางให้เลือกมากนัก ในเมื่อวิธีที่ทำมาหลายปีไม่เห็นผลมากพอ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงของปัจจัยภายนอกกดดันซ้ำ
ความล้มเหลวอย่างแรกและเป็นปัญหาเรื้อรังมาตลอดของเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็คือ ไม่สามารถกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคในประเทศได้มากพอ แม้ว่าจะกดนโยบายอัตราดอกเบี้ยลงต่ำจนถึงขั้นติดลบ 0.1% และเดินหน้าการซื้อคืนพันธบัตร (คิวอี) มาหลายปี แต่สภาพคล่องสูงและดอกเบี้ยต่ำกลับช่วยกระตุ้นได้เพียงตลาดหุ้น จนบีโอเจต้องลดเป้าหมายเงินเฟ้อในปีงบประมาณปัจจุบันจาก 0.1% เป็นลบ 0.1% และลดเป้าหมายเงินเฟ้อยาวต่อเนื่องไปจนถึงปีงบ 2018
เพราะภาษีการขายที่เพิ่มขึ้นบวกกับความไม่เชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจยุคดอกเบี้ยติดลบ ทำให้การบริโภคไม่ขยายตัวได้มากอย่างที่ตั้งความหวัง อีกทั้งภาวะสังคมผู้สูงอายุที่ประชากรญี่ปุ่นลดลงต่อเนื่องจนบั่นทอนอนาคตของตลาดในประเทศ ก็ทำให้ภาคเอกชนลังเลที่จะลงทุนเพิ่ม เช่นเดียวกับปัญหาค่าเงินเยนแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันภาคเอกชนเช่นกัน โดยที่รัฐบาลเองก็ไม่สามารถแทรกแซงกดค่าเงินเยนได้ง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมา
ที่สำคัญก็คือ การขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ของทรัมป์ ยังเพิ่มความเสี่ยงให้อาเบะและบีโอเจอาจทำงานได้ยากขึ้นหลังจากนี้ด้วย
ผลกระทบแรกที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ ความปั่นป่วนและการเทขายในตลาดตราสารหนี้ อันเนื่องมาจากความกังวลว่านโยบายลงทุนของทรัมป์จะทำให้เกิดเงินเฟ้อสูงในสหรัฐ ซึ่งทำให้เกิดแรงเทขายไปแล้วทั่วโลกถึงราว 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 53 ล้านล้านบาท)
ล่าสุด บีโอเจจึงต้องออกมาย้ำความเชื่อมั่นกับนักลงทุน ด้วยการประกาศเสนอซื้อพันธบัตรรัฐบาลแบบผลตอบแทนคงที่และไม่จำกัดจำนวน โดยเสนอซื้อพันธบัตรอายุ 5 ปี ที่ผลตอบแทนลบ 0.04% และพันธบัตรอายุ 2 ปี ที่ผลตอบแทนลบ 0.09% สอดคล้องกับที่ญี่ปุ่นเคยส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้ว่าจะปรับเปลี่ยนแนวทางของบีโอเจ จากการมุ่งใช้นโยบายดอกเบี้ยไปเป็นการควบคุมยิลด์เคิร์ฟ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดแทน
การส่งสัญญาณของการพร้อมที่จะพยุงตลาดบอนด์ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของญี่ปุ่นที่เคยพ้นขึ้นมาเหนือระดับติดลบที่ 0.031% หรือสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีนี้ กลับลดลงไปอีกครั้ง สะท้อนถึงความวิตกและแรงเทขายที่ลดลง
ขณะเดียวกัน หากทรัมป์จับตาประเทศคู่ค้าฝั่งเอเชียอย่างเข้มงวดขึ้น ประเทศผู้ส่งออกอย่างญี่ปุ่นก็อาจเข้าข่ายเสี่ยงไปด้วยหลายด้าน ทั้งในแง่ของอุปสรรคจากนโยบายปกป้องทางการค้า และการที่ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) อาจเป็นหมัน และยิ่งรวมกับปัจจัยภายในที่ญี่ปุ่นกำลังจะขึ้นภาษีขายในอีก 2 ปี ก็ยิ่งเป็นปัจจัยลบมากขึ้น
ปัจจุบันญี่ปุ่นยังอยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องเฝ้าระวังการแทรกแซงค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าของกระทรวงการคลังสหรัฐด้วย ดังนั้นปัญหาเรื่องค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา และเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการส่งออกของญี่ปุ่นนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ญี่ปุ่นจะกดค่าเงินได้ง่ายๆ เพียงลำพังโดยปราศจากไฟเขียวของสหรัฐ
ที่จริงแล้วการใช้มาตรการทางการคลังนั้นไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ มิหนำซ้ำยังเป็น 1 ใน 3 ลูกศรหลักภายใต้นโยบาย “อาเบะโนมิกส์” ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปลายปี 2012 อีกด้วย เพียงแต่ขอบเขตของการใช้งบที่ผ่านมายังอยู่ในวงจำกัด และปล่อยให้บีโอเจรับบทนำในการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ย และการใช้คิวอีเพื่อหนุนเศรษฐกิจมากกว่า
เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเพิ่งผ่านงบประมาณการคลังราว 1.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.67 ล้านล้านบาท) เพื่อหวังใช้เงินของรัฐเข้าสนับสนุนเศรษฐกิจโดยตรงอีกทาง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการแจกเงินให้ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยนำไปใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ทว่า เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเอง หรือเทียบกับวงเงินของสหรัฐที่มีผลกระทบทางจิตวิทยาทันที แม้จะยังไม่มีอะไรชัดเจนสักอย่างนั้น วงเงินดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะสร้างอิมแพกต์ขึ้นได้
ซาโตชิ ฟูจิอิ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีอาเบะ เคยให้ความเห็นก่อนหน้านี้ว่า ญี่ปุ่นอาจต้องใช้งบการคลังถึงเกือบ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 ล้านล้านบาท) เป็นเวลาต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2017 ต่อเนื่องถึงปีงบประมาณ 2018 หากต้องการกระตุ้นดีมานด์ในประเทศและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝืดอย่างแท้จริง
ขณะที่ มาซาฮิโกะ ชิบายามะ ที่ปรึกษาอีกรายของอาเบะ มองว่าการปฏิรูปทางการคลังถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ขณะนี้ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงของความไม่แน่นอนต่างๆ เพิ่มขึ้น ดังนั้นการมุ่งไปยังนโยบายการคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะมากที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก โดยมีหนี้สาธารณะเป็น 2.5 เท่าของขนาดเศรษฐกิจ และมีการขาดดุลงบประมาณสูงถึง 5.8% ของจีดีพีในปี 2014 เมื่อเทียบกับสหรัฐซึ่งอยู่ที่ 3.9% แต่ภายใต้แรงกดดันต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้ญี่ปุ่นไม่เหลือทางให้เลือกมากนัก นอกจากการใช้นโยบายที่สอดคล้องไปกับผู้นำใหม่ของสหรัฐในวันข้างหน้านี้ี







