posttoday
การเชื่อมั่นในความหลากหลาย

การเชื่อมั่นในความหลากหลาย

18 พฤศจิกายน 2559

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้กล่าววาทะอันดุเดือดโจมตีผู้อพยพและชาวอเมริกันเชื้อสายอื่นๆ และเคยประกาศเรียกร้องให้หยุดรับชาวมุสลิมเข้ามาในสหรัฐ ซึ่งสร้างความวิตกอย่างมหาศาลให้กับชาวอเมริกันมุสลิมภายในประเทศ

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้กล่าววาทะอันดุเดือดโจมตีผู้อพยพและชาวอเมริกันเชื้อสายอื่นๆ และเคยประกาศเรียกร้องให้หยุดรับชาวมุสลิมเข้ามาในสหรัฐ ซึ่งสร้างความวิตกอย่างมหาศาลให้กับชาวอเมริกันมุสลิมภายในประเทศ

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยพิว รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ ระบุว่า จำนวนชาวมุสลิมในสหรัฐทั้งหมดอยู่ที่ 3.3 ล้านคน ในปี 2015 ซึ่งหมายความว่าคนกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนราว 1% ของประชากรสหรัฐทั้งหมด (ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 322 ล้านคน ในปี 2015) นอกจากนี้ สถาบันวิจัยยังคาดว่าสัดส่วนชาวมุสลิมจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ภายในปี 2050

ผมได้พูดคุยเกี่ยวกับท่าทีของทรัมป์ที่มีต่อชาวมุสลิมกับ อาลียาห์ อัล-โบนิจิม นักศึกษาสาววัย 19 ปี จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน แม้อาลียาห์เป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่ 2 แต่การใช้ภาษาของเธอนั้นมีความซับซ้อนอย่างเห็นได้ชัด เต็มไปด้วยการสังเกตอันเฉียบแหลม และความเฉลียวฉลาด

“ฉันยังตะลึงอยู่เลย อเมริกาก็คืออเมริกา ที่มีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล แต่การที่รีพับลิกันได้เสียงข้างมากทั้งในสภาสูงและสภาล่างนั้น ช่วยให้ทรัมป์สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่นวันนี้ มีข่าวว่ามุสลิมทุกคนต้องขึ้นทะเบียน ซึ่งทำให้ชาวมุสลิมหวาดกลัว ไม่มีใครรู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป แต่ฉันยังคงคิดว่าเราสามารถเป็นได้ทั้งชาวมุสลิมและชาวอเมริกัน ตัวอย่างเช่น ชุมชนชาวผิวดำและประธานาธิบดี บารัก โอบามา ถ้าพวกเขาทำแบบนั้นได้ ฉันคิดว่าเราทั้งหมดก็ทำได้เหมือนกัน” อาลียาห์ กล่าว

“แม้ฉันคิดว่าทรัมป์น่ากลัว แต่ฉันไม่คิดว่าเขาจะเป็นพิษเป็นภัย คนที่สนับสนุนเขาต่างหากที่ควรระวัง เพราะพวกเขามีมุมมองเหยียดเชื้อชาติ และตอนนี้คนกลุ่มนี้มีคนที่มีอำนาจมากพอในการทำตามที่พวกเขาต้องการ ซึ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น” นักศึกษาสาวเสริม 

ครอบครัวของอาลียาห์อพยพมาจากอิรัก เนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนาภายในประเทศ และมาตั้งรกรากในอเมริกาเมื่อปี 1997 แม้เธอเป็นชาวมุสลิมที่นับถือนิกายชีอะห์ แต่อาลียาห์ย้ำว่าเพื่อนสนิทหลายคนของเธอนับถือนิกายสุหนี่ และการคำนึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

อาลียาห์ เล่าว่า แม้จะย้ายมาสหรัฐแล้ว แต่สถานการณ์ในครอบครัวเธอไม่ราบรื่นนัก เพราะพ่อไม่ได้มาช่วยดูแลครอบครัวเลย ทิ้งให้แม่ที่เป็นโรคซึมเศร้าเลี้ยงดูลูก 4 คนเพียงลำพัง อย่างไรก็ดี ครอบครัวของเธอพยายามพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเธอเสริมว่า การศึกษาคือสิ่งสำคัญ และเป็นหนทางเดียวในการก้าวเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่แตกต่างหลากหลายยิ่งขึ้น

ก่อนยุติการสนทนา ผมถามเธอว่ารู้สึกอย่างไรกับชัยชนะของทรัมป์ เธอแสดงความหวังว่าสถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลาย โดยตราบใดที่สังคมยังมีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์