
ระบบชำระเงิน อิเล็กทรอนิกส์ (2)
โดย...ฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...ฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
โครงการ National e-Payment ประกอบด้วยโครงการย่อย 5 โครงการ คือ
โครงการ 1 : ระบบพร้อมเพย์ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินกลางของไทยให้รองรับการโอนเงินระหว่างธนาคาร จากเดิมที่ใช้เลขที่บัญชีธนาคาร มาใช้หมายเลขอื่นที่สะดวกมากขึ้น เช่น หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน
โครงการ 2 : การขยายการใช้บัตร ส่งเสริมการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนการใช้เงินสด และเป็นช่องทางในการจ่ายเงินสวัสดิการจากภาครัฐสู่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการกระจายจุดรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ทั่วถึง และค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่เหมาะสมเพื่อจูงใจให้เกิดการใช้บัตรมากยิ่งขึ้น
โครงการ 3 : ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พัฒนาระบบ e-Tax invoice เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนในการจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งพัฒนาระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำส่งข้อมูล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย พร้อมทั้งนำส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องทางอิเล็กทรอนิกส์
โครงการ 4 : การบูรณาการสวัสดิการสังคมและการรับจ่ายเงินภาครัฐทางอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาระบบลงทะเบียนรับสวัสดิการสังคม เพื่อเป็นช่องทางการขึ้นทะเบียนของประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือกลุ่มผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล และพัฒนา 7 ระบบฐานข้อมูลกลางให้ภาครัฐสามารถจ่ายเงินช่วยเหลือและสวัสดิการให้แก่ประชาชนได้โดยตรงผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัตรประชาชน
โครงการ 5 : การให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในการส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้บริการ และมีความระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ขณะเดียวกันจะต้องได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนด้วย
3.การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อนวัตกรรมทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เพื่อให้มีบริการที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการทุกประเภท ด้วยความสะดวก รวดเร็ว ต้นทุนต่ำเข้าถึงผู้ใช้บริการในวงกว้างได้ จึงมีแนวคิดที่จะส่งเสริมธุรกิจประเภท FinTech ทั้งที่เป็นสถาบันการเงิน และนันแบงก์ให้เติบโต และมีบริการที่เติมเต็มช่องว่างในการให้บริการทางการเงินที่มีในปัจจุบันได้ โดยนำหลักการ “Regulatory Sandbox” มาใช้ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถทดลองบริการใหม่ๆ ในวงจำกัดก่อนเริ่มให้บริการในวงกว้าง
Regulatory Sandbox เป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการทางการเงินรับคำปรึกษาจากผู้กำกับดูแล เพื่อทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้กำกับดูแลจะมีโอกาสได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ Business Model และความเสี่ยงต่างๆ ก่อนออกหลักเกณฑ์การกำกับดูแล หรือปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้เหมาะสมต่อไป
4.การกำหนดกฎเกณฑ์การกำกับดูแลที่ทันสมัย เอื้อต่อการพัฒนาบริการทางการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเอื้อต่อการพัฒนาบริการทางการเงินในอนาคต โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ยกร่าง “กฎหมายระบบการชำระเงิน” หรือ “Payment Systems Act” ซึ่งบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบการชำระเงินไว้ในฉบับเดียว ลดความซ้ำซ้อนในการกำกับดูแล และช่วยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลได้อย่างมีเอกภาพ ตามแนวปฏิบัติสากล นอกจากนี้ กฎหมายระบบการชำระเงินยังเอื้อให้เกณฑ์การกำกับดูแลผู้ให้บริการมีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการส่งเสริมและกำกับดูแลนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งมีรูปแบบหลากหลาย และมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีขึ้น
5.การสร้างความเชื่อมั่นความปลอดภัย และคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน เนื่องจากบริการทางการเงินที่มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการให้บริการ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ ต่อผู้ใช้บริการและระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกำกับและตรวจสอบผู้ให้บริการทางการเงินมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การออกแนวปฏิบัติในการป้องกันความเสี่ยงของระบบเอทีเอ็มจากโปรแกรมมัลแวร์ แนวปฏิบัติในการรับลงทะเบียนพร้อมเพย์
นอกจากนี้ ยังยกระดับความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และความชำนาญในการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบริการทางการเงิน ร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ และสถาบันการเงินในการแลกเปลี่ยนข้อมูล Incident ต่างๆ
ในอนาคต ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีจะทำให้บริการทางการเงินเปลี่ยนแปลงไปอีกมาก ผู้เกี่ยวข้องทั้งสถาบันผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการ และผู้กำกับดูแลจะต้องปรับตัวต่อไป โดยนอกจากการวางโครงสร้างพื้นฐานบริการทางการเงินที่สำคัญแล้ว ผู้กำกับดูแลจะต้องประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการดูแลเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น การรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์ ซึ่งสถาบันการเงินได้ริเริ่มแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับภัยด้านไซเบอร์ และการฉ้อโกงต่างๆ แล้ว รวมทั้งยกระดับการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล และการสร้างผู้เชี่ยวชาญในระบบการชำระเงิน โดยเฉพาะการดูแลความเสี่ยงทางไซเบอร์ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะมีส่วนสนับสนุนและปรับเปลี่ยนประเทศให้เข้าสู่ Digital Economy และสนับสนุนให้ประเทศไทยมีการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไม่แพ้ประเทศต่างๆ







