
เคาะแผน12กลุ่มงาน เชื่อมโลจิสติกส์อีอีซี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (คนพ.) ครั้งที่ 1/2559 โดยมีรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (คนพ.) ครั้งที่ 1/2559 โดยมีรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม
ภายหลังการประชุม ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งเข้ามารับผิดชอบโครงการนี้ แถลงผลการประชุมสรุปสาระสำคัญ ว่าที่ประชุม คนพ. มีมติเห็นชอบโครงการสำคัญภายใต้แผนงานพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (พ.ศ. 2560-2564) ที่มีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในปี 2560 จำนวน 48 โครงการ วงเงินรวม 6,992.67 ล้านบาท โดยให้ขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป
พร้อมกันนี้ ที่ประชุม คนพ. มอบหมาย สศช. ประสานกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ในแต่ละกลุ่ม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้บรรลุผลในทางปฏิบัติอย่างครอบคลุม อาทิ อุตสาหกรรมศักยภาพ สิทธิประโยชน์ เขตการค้าเสรี การประชาสัมพันธ์ ระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ ไฟฟ้าและพลังงานระบบน้ำ การพัฒนาเมือง และสิ่งแวดล้อมเมือง การท่องเที่ยว สาธารณสุขและระบบบริการที่เกี่ยวข้อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นวัตกรรม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการแปรรูปเพื่อเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร เป็นต้น
สำหรับแผนงานพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (พ.ศ. 2560-2564) ที่สำคัญ ได้แก่ แผนงาน 1.กฎหมาย พ.ร.บ. EEC 2.โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิติกส์ ประกอบด้วย 2.1 ถนน-ทางหลวงพิเศษ
ระหว่างเมือง (Motorway) หมายเลข 7 (ก่อสร้างด่านเก็บเงิน/ก่อสร้างส่วนขยาย พัทยา-มาบตาพุด) 2.2 รถไฟ-รถทางคู่ฉะเชิงเทรา-คลอง 19-แก่งคอย-รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง-สถานีรถไฟอู่ตะเภา (ก่อสร้างสถานีและสิ่งอำนวยความสะดวก)-รถไฟทางคู่ศรีราชา-เขาชีจรรย์-มาบตาพุด-ระยอง-จันทบุรี-ตราด 2.3 ท่าเรือ-ท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3-ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ระยะที่ 3-ท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง-ท่าเทียบเรือขนส่ง และท่าเทียบเรือท่องเที่ยวเกาะล้าน (รวมศึกษาเรือเฟอร์รี่)-ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ 2.4 สนามบินอู่ตะเภา
3.อุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่ 3.1 อุตสาหกรรมเป้าหมาย-จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม S-curve 3.2 สิ่งแวดล้อม-Eco town 3.3 การส่งเสริมการลงทุน-สิทธิประโยชน์ 3.4 การประชาสัมพันธ์-จัดทำ VDO ประชาสัมพันธ์/Roadshows 3.5 OSS 4.Free Trade Zone 5.นวัตกรรม พัฒนานวัตกรรม และพัฒนาบุคลากรรองรับ EEC 6.เทคโนโลยีสารสนเทศ-พัฒนาระบบ/เครือข่ายที่เชื่อมโยงครอบคลุมมีประสิทธิภาพสูง รองรับ e-commerce/Smart City 7.ไฟฟ้า/พลังงาน-พัฒนาระบบไฟฟ้า/ขยาย ปรับปรุง เพิ่มประสิทธิภาพ/พัฒนาระบบสายส่งและสถานี/พัฒนาโครงข่าย Smart Grid พัทยา
8.ระบบน้ำ ประกอบด้วย 8.1 อ่างเก็บน้ำ-เพิ่มความจุอ่าง/เพิ่มระบบสูบน้ำ/ผันน้ำ เชื่อมโยงเครือข่าย/ก่อสร้างท่อส่งน้ำ/ปรับปรุงระบบระบายน้ำ 8.2 ระบบประปา-ก่อสร้างขยายระบบประปา/เพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายน้ำ 8.3 ท่อส่งน้ำ-ปรับปรุงระบบสูบน้ำ/ก่อสร้างวางท่อส่งน้ำ/พัฒนาบ่อดินเก็บน้ำ/ก่อสร้างระบบสูบน้ำ
9.พัฒนาเมือง ประกอบด้วย 9.1 ผังเมือง-การวางผังพื้นที่กลุ่ม จ.ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา/ผังเมืองรวม/ผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะ (ศึกษา) 9.2 สิ่งแวดล้อมเมือง ขยะ ก่อสร้างระบบระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม พัทยา 10.ท่องเที่ยว 11.สาธารณสุข-พัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศการให้บริการและพัฒนาการให้บริการด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม-การบริหารจัดการและลงทุนโรงพยาบาลเมืองพัทยา 12.ภาพรวมโครงการ (สศช.)-การศึกษาจัดทำแผนแม่บทโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก-จัดตั้งสำนักงานชั่วคราว
ทั้งนี้ อีอีซีเป็นโครงการที่จะครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นโครงการที่รัฐบาลคาดว่าจะก่อให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 10 ปี







