
เมื่อข้าว(อยู่)นอกนา
โดย ปกรณ์ นิลประพันธ์
โดย ปกรณ์ นิลประพันธ์
“ข้าว” เป็นธัญญาหารหลักของชาวโลกมานานนับพันๆ ปี ข้าวจัดเป็นพืชสายพันธุ์เดียวกับหญ้า ซึ่งนับได้ว่าเป็นหญ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและมีความหลากหลายทางชีวภาพ สามารถปลูกขึ้นได้ง่ายมีความทนทานต่อทุกสภาพภูมิประเทศในโลกไม่ว่าจะเป็นถิ่นแห้งแล้งแบบทะเลทราย พื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง หรือแม้กระทั่งบนเทือกเขาที่หนาวเย็น ข้าวก็ยังสามารถงอกงามขึ้นมาได้อย่างทรหดอดทน
สำหรับอาหารไทยนั้น ข้าวถือเป็นอาหารหลักที่ขาดไม่ได้ ข้าวให้คุณค่าสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย นอกจากนั้นข้าวยังให้วิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญอีกมากมาย ข้าวมีหลายประเภทด้วยกัน ทั้งชนิดเมล็ดยาวและเมล็ดสั้น บางประเภทมีสีขาว สีแดง หรือสีดำ ข้าวสวยมักจะนิยมรับประทานกันในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทย ขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก
เฉียงเหนือ (อีสาน) ผู้คนนิยมบริโภคข้าวเหนียว
ข้าวเป็นอาหารหลักของประชากรกว่าครึ่งโลก การปลูกข้าวนั้นเกิดขึ้นควบคู่ไปกับวัฒนธรรมไทยมากว่า 5,000 ปีมาแล้ว โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ก็คือ เครื่องปั้นดินเผาที่เป็นภาชนะไว้ใส่ข้าว ในสมัยสุโขทัยศิลาจารึกยังถูกบันทึกไว้ด้วยข้อมูลที่ระบุถ้อยคำว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”
ทุกวันนี้ไทยเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ผลิตออกสู่ตลาดโลกมากที่สุดประเทศหนึ่งและเป็นศูนย์กลางของการศึกษาวิจัยพันธุ์ข้าว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทย ในฐานะผู้สร้างตำนานแห่งอารยธรรมธัญญาหารของมนุษยชาติก็ว่าได้
เมื่อวันก่อนผู้เขียนได้มีโอกาสไปกินข้าวราดแกงที่โรงอาหารภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งผู้เขียนก็ได้ไปเข้าต่อคิวตามปกติแหละครับ มีเด็กๆ หนุ่มๆ สาวๆ นิสิตนักศึกษายืนรอก่อนหน้าผู้เขียนสัก 5-6 คน แล้วบังเอิญได้ยินเสียงน้องๆ นักศึกษาเหล่านี้ที่เข้า คิวจะซื้อข้าวราดแกงคนแรก เปล่งเสียงสั่งอาหารว่า “เอาข้าวน้อยๆ นะคะ” ผู้เขียนสะกิดใจขึ้นมาว่าเป็นเพราะสมัยผู้เขียนเป็นเด็กหรืออย่างไร เรามักจะ “ขอข้าวเยอะๆ นะป้า” จะได้อิ่มๆ ผู้เขียนจึงเลยลองสังเกตน้องๆ นักศึกษาพวกนี้ที่เข้าคิวถัดๆ มาด้วย ก็พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นธรรมชาติทั้ง 5-6 คนนี้ มีพฤติการณ์เดียวกันหมด คือ สั่ง “เอาข้าวน้อยๆ นะคะ/ครับ”
ในระหว่างนั่งกินข้าวอยู่นั้นเอง ผู้เขียนเองก็สังเกตเห็นว่าน้องๆ นิสิตนักศึกษาพวกเขา ส่วนใหญ่ในโรงอาหารกินข้าวไม่หมดจานอีก ทั้งๆ ที่ในตอนสั่งซื้อ พวกเขาเองก็สั่งพ่อค้าแม่ค้าให้ตักข้าวก็น้อยๆ อยู่แล้ว แต่เมื่อผู้เขียนเดินสำรวจชั้นวางจานที่ใช้แล้ว พบว่ามีข้าวเหลือเกือบทุกจานทั้งนั้น และเมื่อกินข้าวเสร็จ น้องๆ นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่จะไปซื้อกินกาแฟเย็นแก้วใหญ่ๆ คนละแก้ว พร้อมด้วยขนมคบเคี้ยวกินเล่นห่อๆ สารพัดระหว่างมานั่งคุยกัน
ผู้เขียนจึงพอคิดได้ว่า “ดูหนังดูละครแล้วก็ต้องย้อนมาดูตัว” ผู้เขียนพบว่าอย่าว่าแต่วัยรุ่นใหม่สมัยนี้เลย เดี๋ยวนี้คนรุ่นกลางอย่างผู้เขียนไล่ไปจนถึงคนรุ่นดึกก็กินข้าวน้อยลงเหมือนกัน เหตุผลเพราะกลัวอ้วน ซึ่งก็รู้กันดีว่าเมื่ออ้วนขึ้นมาแล้วโรคภัยต่างๆ จะเยอะตามมามากมาย ผู้เขียนเลยอนุมานเอาเองว่าวัยรุ่นสมัยนี้พวกเขาก็คงคิดเหมือนเรา (ผู้เขียน) นั่นแหละ เพราะรายงานทางวิชาการต่างๆ ก็บ่งชี้ออกมาตรงกันว่า ข้าวเป็นคาร์โบไฮเดรต หรือแป้ง ที่กินมากๆ แล้วอ้วน ถ้าไม่อยากอ้วนก็จงกินข้าวน้อยๆ ว่างั้นเถอะ
ดังนี้ ผู้เขียนจึงขอสรุปเอาดื้อๆ ว่า พฤติกรรมการบริโภคข้าวของคนไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เน้นกินข้าวเยอะๆ กินกับน้อยๆ ไม่งั้นจะเป็นตานขโมย แต่ปัจจุบันนี้กลับกลายเป็นว่ากินข้าวน้อยๆ แทน แถมเดี๋ยวนี้ไม่ว่าคนรุ่นไหนๆ ก็หันมากินอย่างอื่นแทนข้าวได้อีก เช่น ขนมปัง ซีเรียล มูสลี่ เป็นต้น ส่วนเหตุผลพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นแบบนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องสุขภาพนี่แหละ ยิ่งนับวันเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้นทุกที จึงมีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าคนไทยก็จะกินข้าวน้อยลงไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินจะซื้อข้าวกิน แต่กินข้าวน้อยลง เพื่อดูแลรักษาสุขภาพ
สวนทางกับการบริโภคข้าวที่ลดลง เกษตรกรไทยของเราก็เก่งขึ้นในการปลูกข้าวให้ได้ผลดีมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ปัญหาโลกแตกก็ตามมาเลยเชียว นั่นคือราคาข้าวตกต่ำ การกระตุ้นให้คนไทยร่วมแรงร่วมใจช่วยกันซื้อข้าวเพื่อการบริโภคก็ทำไม่ได้เสียแล้ว เพราะเราถูกปลูกฝังให้เชื่อโดยสุจริตแล้วว่า กินข้าวกินแป้งมากๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ ถ้าให้ช่วยกันซื้อก็คงได้สักรอบสองรอบ เพราะเมื่อซื้อไปแล้วคงต้องกินให้หมดก่อนจึงค่อยไปซื้อรอบใหม่ ซึ่งเป็นนิสัยคนทั่วไป ครั้นจะนำข้าวที่ผลิตในประเทศ เพื่อการส่งออกไปขายนอกบ้าน ประเทศอื่นๆ เขาก็พัฒนาการปลูกข้าวเหมือนกัน แถมต้นทุนถูกกว่าเราอีก เขาจึงขายข้าวได้ในราคาต่ำกว่าบ้านเรา ยิ่งข้าวของเราก็ขายยากมากขึ้น แถมประเทศที่กินข้าวกันเป็นหลักต่างก็ปลูกข้าวได้ด้วยกันทั้งนั้น
แต่เมื่อชาวนาไทยที่เปรียบ หรือเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของชาติมาอย่างยาวนาน ต้องได้รับความเดือดร้อน จากสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำในตอนนี้ เราคนไทยด้วยกันจะนิ่งดูดายกันได้อย่างไร ทุกรัฐบาลไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบัน ต่างก็เข็นมาตรการเร่งด่วนต่างๆ ออกมา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวนากันอย่างต่อเนื่อง จนหลายครั้งเป็นเรื่องเป็นราวอื้อฉาวเกิดขึ้น เนื่องด้วยแต่ข้าวเป็นพืชที่ปลูกได้ปีละหลายๆ รอบ เมื่อแก้ปัญหาข้าวในรอบการผลิตนี้แล้ว อีกสามถึงสี่เดือนข้างหน้าก็ต้องตามมาแก้ปัญหากันอีก นี่ยังไม่นับรวมถึงของเก่า (สต๊อกข้าว) คงค้างที่ยังเคลียร์ไม่เสร็จอีกนะ เรื่องข้าวจึงกลายเป็นปัญหาคลาสสิกของชาติ รัฐบาลไหนไม่ได้วุ่นวายกับข้าว ให้เดาได้เลยว่าเป็นรัฐบาลอายุสั้น กล่าวคือข้าวยังไม่ทันเก็บเกี่ยวรัฐบาลนั้นก็ไปเสียแล้ว
ผู้เขียนไม่ได้เป็นนักวิชาการด้านข้าว ไม่ได้เป็นพ่อค้าขายข้าว แต่เป็นนักกฎหมาย จึงคิดเอาเองว่าการแก้ปัญหาสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะข้าว คงต้องนำพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปมาประกอบการพิจารณาด้วยเพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน
โลกเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ นะครับ







