
รับมือขึ้นค่าแรง
ผลตามมาของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจากวันละ 300 บาททั่วประเทศ ไปเป็นปรับเพิ่มอีกวันละ 5-10 บาท ใน 69 จังหวัด 305 บาท 307 บาท และ 310 บาท และไม่ได้ปรับขึ้น8 จังหวัด มีผลต้นเดือน ม.ค.ปีหน้า ตามมติคณะกรรมการค่าจ้างซึ่งกระทรวงแรงงานจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในการประชุมครั้งหน้า กรณีนี้คงกระทบทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่ม และคงมีการปรับขึ้นราคาสินค้าหรือบริการตามมาตามกลไก
ผลตามมาของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจากวันละ 300 บาททั่วประเทศ ไปเป็นปรับเพิ่มอีกวันละ 5-10 บาท ใน 69 จังหวัด 305 บาท 307 บาท และ 310 บาท และไม่ได้ปรับขึ้น8 จังหวัด มีผลต้นเดือน ม.ค.ปีหน้า ตามมติคณะกรรมการค่าจ้างซึ่งกระทรวงแรงงานจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในการประชุมครั้งหน้า กรณีนี้คงกระทบทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่ม และคงมีการปรับขึ้นราคาสินค้าหรือบริการตามมาตามกลไก
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยากให้รัฐบาลเตรียมรับมือกับเรื่องดังกล่าว ถึงต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจะทำอย่างไรให้พัฒนาฝีมือแรงงานได้เพิ่มขึ้นตาม เพื่อจูงใจไม่ให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวยอมลงทุนหันไปใช้เครื่องจักรกึ่งอัตโนมัติ หรืออัตโนมัติ หุ่นยนต์ เข้ามาในกระบวนการผลิตมากขึ้น ซึ่งส่วนนี้จะยิ่งเร่งให้ตัวเลขตกงานเพิ่มสูงขึ้น จากที่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา การตกงานทะลุ 1% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เป็นตกงาน 1.3% โดยเฉพาะกลุ่มคนตกงานจากนักศึกษาจบใหม่ ที่จะมีการจบการศึกษาออกมาเป็นแรงงานเข้าระบบปีละกว่า 4-6 แสนคน หากการเติบโตเศรษฐกิจรวมไม่มากพอ 3-4% ก็จะทำให้ปริมาณงานเพิ่มไม่มากพอที่จะดูดซับแรงงานเข้าระบบได้หมด
ดังนั้น หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบจึงต้องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาฝีมือแรงงานให้มากพอกับต้นทุนค่าแรงที่จะจ่ายเพิ่มมากขึ้น จะด้วยกลไกเช่น เงื่อนไขลดภาษีค่าอบรมพัฒนาแรงงาน นอกเหนือ
จากภาคเอกชนที่พยายามเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานเพื่อลดต้นทุน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้จำนวนผู้ตกงานจะกลายเป็นปัญหาใหม่ ที่จะทำให้รัฐบาลต้องมาตามแก้ ซึ่งปัญหาการว่างงานนี้
จะกระทบไปถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในขณะนี้ ที่รัฐบาลหวังจะให้การบริโภคในประเทศเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ชดเชยการส่งออกที่ปีนี้คงติดลบหรือโชคดีก็คงจะเสมอตัว
เท่ากับปีก่อน
ขณะที่ปัญหาการปรับค่าแรงขั้นต่ำอีกวันละ 5-10 บาท จะเป็นต้นทุนทำให้เงินเฟ้อหรือราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นตาม กรณีนี้ภาคเอกชนบอกว่าไม่น่าห่วง เพราะค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นการปรับเพิ่มขึ้นหลังจากไม่ขึ้นมา 3 ปี ที่ปรับขึ้นวันละ 300 บาท ทั่วประเทศ เมื่อต้นเดือน ม.ค. 2556 และระหว่างนั้นมีบางอุตสาหกรรมบางวิชาชีพได้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไปมากกว่าที่กำหนดแล้วรวมทั้งภาคเอกชนบอกว่าปัจจัยที่จะทำให้เงินเฟ้อปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญส่วนใหญ่จะมาจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ถ้าปัจจัยมาจากน้ำมันจริง การที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนในราคาต่ำ 40-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มานาน จากเดิมแกว่งตัวที่บาร์เรลละ
100 เหรียญสหรัฐ ปัจจัยนี้ก็น่าจะทำให้ราคาสินค้าลดลงบ้าง
เช่นเดียวกับกระทรวงพาณิชย์ที่ดูแลเรื่องราคาสินค้า ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาต้นทุนและโครงสร้างราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่กระทรวงพาณิชย์ติดตาม 205 รายการ ว่าได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างอีกวันละ 5-10 บาทแค่ไหน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและบริการที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เบื้องต้นมองว่าคงกระทบไม่มาก จนเป็นข้ออ้างให้พ่อค้าแม่ค้าต้องขึ้นราคาตาม
ภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า หากรัฐหากลไกไปเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานได้ไม่ทันค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ก็อาจทำให้ตัวเลขตกงานเพิ่มจากที่ทะลุ 1.3% ขึ้นไปอีก และจะกลายเป็นระเบิดลูกใหม่ที่พร้อมถล่มรัฐบาลแบบเต็มๆ







