
ปกป้องการค้าคือดาบสองคม เชื่อจีนรับมือพายุทรัมป์ไหว
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
หลายฝ่ายตื่นตระหนกว่า “จีน” จะถึงจุดจบเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีฝีปากกล้าวัย 70 ปี คว้าตำแหน่งประธานาธิบดีมาได้อย่างเหนือความคาดหมาย โดยทรัมป์กล่าวโจมตีจีนอยู่ตลอดเวลา และพร้อมจะประกาศว่าจีนจงใจอ่อนค่าเงินหยวนเพื่อช่วยการส่งออก รวมถึงตั้งภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 45% เพื่อกีดกันสินค้าราคาถูกจากจีนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม จีนไม่ใช่ชาติเดียวที่ได้ประโยชน์จากการค้าเสรีในท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่พึ่งพาอาศัยกันในยุคโลกาภิวัตน์ และจีนเองก็ไม่ได้เป็นเพียงโรงงานผลิตสินค้าเพื่อแบรนด์อเมริกันอย่างเดียวอีกต่อไป ดังนั้นจึงมีบางฝ่ายที่เห็นว่าในเชิงปฏิบัติจริงนั้น ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะดำเนินการอย่างรอบคอบในการรับมือกับจีน เพราะการปกป้องการค้ายังเป็น “ดาบสองคม” ที่จะส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้จีนไม่ถึงกับพบจุดจบอย่างที่หลายฝ่ายตระหนก
ช่วงก่อนที่ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้ง หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่าจีนจะเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของทรัมป์ โดยทรัมป์อ้างว่าสินค้าราคาถูกจากจีนทำให้ชาวอเมริกัน โดยเฉพาะแรงงานต่างต้องตกงาน เพราะผู้ผลิตต่างหันไปใช้โรงงานจีนผลิตสินค้าเนื่องจากค่าแรงถูกกว่า ขณะที่สำหรับจีนแล้ว สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของจีน คิดเป็น 18% ของการส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็นเงิน 4.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 15 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2014
ความกังวลดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินหยวนร่วงลงอย่างรุนแรงและอ่อนค่าลงสู่จุดต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี หรือตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่เมื่อปี 2008 ซึ่งนับเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความ
วิตก และความวิตกดังกล่าวก่อให้เกิดเงินทุนไหลออกจากจีนที่นับเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับเศรษฐกิจจีนอีกด้วย
ค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงไปมากเกินไปนี้อาจจุดชนวนให้เกิดการเทขายตลาดหุ้นซ้ำรอยเดือน ส.ค. 2015 และเดือน ม.ค. 2016 โดยในปี 2015 ตลาดหุ้นจีนร่วงลงไป 30% จากความกังวลด้านเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ซึ่งขณะนั้นนับเป็นเรื่องใหม่อยู่ ก่อนที่พีบีโอซีลดค่าเงินหยวนกะทันหันครั้งใหญ่สุดในรอบ 20 ปี ซึ่งลดลงไปมากกว่า 3% ในเวลาไม่กี่วัน
ความกังวลดังกล่าวจุดชนวนการเทขายหุ้นไปทั่วโลก และทำให้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของสหรัฐร่วงลงไปมากกว่า 1,000 จุดในช่วงกลางเดือน ส.ค. 2015 ขณะที่ในเดือน ม.ค. 2016 ความกังวลต่อตลาดหุ้นจีนหลังการใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ก็ทำให้หุ้นจีนร่วงจนต้องหยุดทำการซื้อขายชั่วคราวตั้งแต่วันแรกที่มีการบังคับใช้ดังกล่าว
ทว่า ตัวเลขเงินทุนไหลออกในปีนี้กลับย่ำแย่กว่าปีที่แล้วเสียอีก โดยจากข้อมูลของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ระบุว่า ช่วง 10 เดือนแรกของปี 2016 มีเงินทุนไหลออกจากจีนไปแล้ว 5.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ปรับตัวขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพื่อพยุงเสถียรภาพค่าเงินหยวนนั้น จีนต้องใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปมากจนลดลงเหลือ 3.12 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 109 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือน ต.ค.ซึ่งต่ำสุดในรอบ 5 ปี
ไม่เพียงแต่สหรัฐเท่านั้นที่เตรียมตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน ด้านสหภาพยุโรป(อียู) มีความเคลื่อนไหวเพื่อต้านการทุ่มตลาดเหล็กของจีน โดยอียูเสนอแผนการพิจารณาเหล็กจีนมีการทุ่มตลาดหรือไม่ ไปเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งจะพิจารณาราคาเหล็กเปรียบเทียบกับราคาในกลุ่มประเทศสมาชิกและนิยามตั้งราคาที่ถือเป็นราคาทุ่มตลาด นอกจากนี้อียูยังพิจารณาสถานะตลาดของจีนว่าเป็นเศรษฐกิจตลาดเสรีหรือไม่ ภายในกลางเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งหากจีนไม่ได้สถานะดังกล่าว จะเปิดทางให้แต่ละชาติตั้งกำแพงภาษีกับจีนได้
แม้ค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงไปจะเป็นจุดเสริมช่วยในการส่งออก ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปพึ่งพาภาคการบริการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากทั่วโลกมีการปิดประตูรับสินค้าจากต่างชาติท่ามกลางลัทธิปกป้องการค้าที่ผงาดขึ้นค่าเงินที่อ่อนลงก็จะไม่ช่วยการส่งออกแต่อย่างใดหากไร้ตลาดให้ส่งออก
หนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ หนังสือพิมพ์ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ของจีน ได้ส่งสัญญาณล่าสุดถึงสหรัฐผ่านบทความ ระบุว่าจีนอาจมีมาตรการตอบโต้การค้าหากสหรัฐตั้งกำแพงภาษีกับจีน และจะส่งผลเสียต่อสหรัฐเอง
นโยบายปกป้องการค้านับเป็นดาบสองคมของทั้งสองชาติ โดยในด้านสหรัฐนั้น ตลาดจีนนั้นเรียกได้ว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มากด้วยประชากรเกือบ 1,400 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 สร้างแรงดึงดูดเอกชนสหรัฐให้เข้าไปเจาะตลาดจีนอย่างมาก เช่น สตาร์บัคส์ ร้านกาแฟชื่อดังที่ตั้งเป้าขยายสาขาในจีนอีก 2 เท่าให้ถึง 5,000 สาขา ภายในปี 2021 หรือแอปเปิ้ล อิงค์ เจ้าของผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนชื่อดังอย่างไอโฟน ก็พึ่งพายอดขายจากจีน
“นโยบายปกป้องการค้าไม่ว่ารูปแบบใดจะเป็นดาบสองคมเสมอ ผมคิดว่าทรัมป์คงดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังในเรื่องนี้”เหรินจงเจ้อ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันจีนศึกษาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองภายใต้กระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าว โดย เหรินจงเจ้อ เป็นหนึ่งในนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่านักธุรกิจอย่างทรัมป์จะระวังอย่างมากในการรับมือกับจีน
หุ้นของแอปเปิ้ล อิงค์ ปิดตัวแดนลบ 2.5% เมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังการเปิดเผยของหนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ สร้างความวิตกให้กับนักลงทุน ขณะที่ด้านฝ่ายจีนเอง เช่น อาลีบาบา อี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ อาจไม่สามารถส่งสินค้าไปขายยังสหรัฐได้ และจะทำให้การส่งแรงงานชาวจีนที่มีทักษะสูงเข้าไปทำงานในสหรัฐจะทำได้ยากขึ้นจากนโยบายการต่อต้านผู้อพยพของทรัมป์ ซึ่งอาจไม่ขยายวีซ่าสำหรับผู้มีทักษะแรงงานพิเศษ
“ความสัมพันธ์ทางบวกระหว่างสหรัฐและจีนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโลก พวกเราเชื่อว่าอาลีบาบากำลังทำในส่วนของเราเพื่อช่วยเหลือธุรกิจสหรัฐทั้งขนาดใหญ่และย่อม ในการเข้าถึงตลาดจีน และสร้างงานให้กับชาวอเมริกัน รวมถึงสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ” อาลีบาบา ระบุในแถลงการณ์
ทั้งนี้ ในขณะที่ภาพจำของจีนระหว่างการหาเสียงของทรัมป์อาจเป็นดินแดนผลิตสินค้าราคาถูกให้กับแบรนด์อื่นๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า ชาวจีนเองก็สูญเสียงานในโรงงานการผลิตไปให้กับชาติกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่มีแรงงานราคาถูกกว่าเช่นกัน เนื่องจากค่าจ้างแรงงานในจีนปรับสูงขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ โดยจากการประเมินขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร)ระบุว่า ค่าแรงเฉลี่ยต่อเดือนของจีนในปัจจุบันอยู่ที่ 424 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 หมื่นบาท) ปรับตัวขึ้น 29% จาก 3 ปีก่อน
ในขณะเดียวกับที่แรงงานของจีนต้องตกงานลงไป สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่าจีนมีการลงทุนวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) เพิ่มมากขึ้น 2 เท่าจากปี 2009 อยู่ที่ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 49 ล้านล้านบาท)ในปี 2015 โดยเครดิตสวิสประเมินว่าจีนจะแซงหน้าสหรัฐด้านการใช้จ่ายด้านอาร์แอนด์ดีภายในปี 2020
“จีนได้เปลี่ยนตัวเองจากผู้ปรับใช้มาเป็นผู้ผลิตให้กับโลกในปัจจุบัน” วินเซนต์ ฉาน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคจีนของเครดิตสวิส กล่าว
ในยุคโลกาภิวัตน์ นโยบายปกป้องการค้าแบบเต็มสตรีมจะสร้างความยากลำบากให้กับภาคเอกชนของทั้งสองฝั่ง ซึ่งใช้โอกาสโลกาภิวัตน์ในการขยายธุรกิจมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยทรัมป์และจีนต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนจะเดินเกมในก้าวถัดไป โดยมี “ดาบสองคม” อยู่ในมือ







