posttoday
กระตุ้นเศรษฐกิจไร้ผล เอ็นพีแอลทรุดต่อ

กระตุ้นเศรษฐกิจไร้ผล เอ็นพีแอลทรุดต่อ

17 พฤศจิกายน 2559

แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะรายงานการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ใน 2 ไตรมาสที่ผ่านมาดีกว่าหลายฝ่ายคาดไว้ แต่ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของระบบธนาคารพาณิชย์ในปีนี้ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมายอมรับว่าเอ็นพีแอลจะสูงสุด (พีก) ในปีหน้าแน่นอน จากเดิมที่เคยคาดว่าจะสูงสุดในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ โดยปกติเอ็นพีแอลของระบบธนาคารพาณิชย์จะลดลงได้มาจาก 2 ปัจจัย ปัจจัยแรก คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวดี ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ สามารถหารายได้และมีความสามารถในการชำระหนี้

ที่ผ่านมา สศช.ได้ประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกขยายตัวได้ถึง 3.2% เร่งขึ้นจาก 2.8% ในไตรมาส 4 ปี 2558 และยังขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 3.5% ในไตรมาส 2 ปีนี้ จน สศช.ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ใหม่ จากเดิมขยายตัว 2.8-3.8% หรือเฉลี่ย 3.3% มาเป็น 3.0-3.3% กระทรวงการคลังเองก็เชื่อมั่นว่ามาตรการหลายด้านที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้จีดีพีปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 3.3%

แต่เมื่อไปดูตัวเลขเอ็นพีแอลของระบบธนาคารพาณิชย์แล้ว ปรากฏว่าสวนทางกับจีดีพีอย่างสิ้นเชิง โดย ไตรมาสแรกปีนี้ เอ็นพีแอลของระบบแบงก์อยู่ที่ 357,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.81% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่สัดส่วนต่อสินเชื่อรวมเพิ่มจาก 2.29% ในช่วงเดียวกันปีก่อน มาเป็น 2.64%

ขณะที่ไตรมาส 2 ของปีนี้ เอ็นพีแอลสูงขึ้นเป็น 334,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สัดส่วนเอ็นพีแอลเพิ่มจาก 2.38% ในช่วงเดียวกันปีก่อน เป็น 2.72% และไตรมาส 3 ปรับเพิ่มเป็น 393,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% สัดส่วนเอ็นพีแอลเพิ่มจาก 2.78% ในช่วงเดียวกันปีก่อน มาเป็น 2.89%

นอกจากเอ็นพีแอลแล้ว สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) หรือลูกหนี้ที่ค้างชำระดอกเบี้ยและเงินต้นเกินกว่า 1 เดือน แต่ไม่ถึง 3 เดือน ก็ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยไตรมาสแรกปีนี้ SM ทั้งระบบมี 305,900 ล้านบาท ลดลงเหลือ 297,900 ล้านบาท ในไตรมาส 2 และถีบตัวสูงขึ้นเป็น 324,000 ล้านบาท ในไตรมาส 3

นอกเหนือจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ปกติธนาคารพาณิชย์จะมีการควบคุมและจัดการปัญหาเอ็นพีแอลของแต่ละธนาคารได้ ด้วยการปล่อยสินเชื่อให้ขยายตัวตามเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมลดลงได้ และมีรายได้มากเพียงพอที่จะมารองรับการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญได้

แต่สำหรับปีนี้การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทยก็มีปัญหาไม่สามารถทำได้ตามเป้า เนื่องจากภาคธุรกิจไม่มีความต้องการลงทุนใหม่ๆ หรือขยายการลงทุนเดิม ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต้องปรับลดเป้าลง ธปท.เองก็ประเมินว่า ปีนี้สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยจะเติบโตในอัตราต่ำกว่าจีดีพี โดยไตรมาส 3 ปีนี้ สินเชื่อเติบโตเพียง 2.4%

ขณะที่ตัวแทนภาคธุรกิจที่แท้จริง อย่าง ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เห็นว่า แม้เอสเอ็มอีจะทำให้เอ็นพีแอลขยายตัวต่อเนื่องจากปัญหาสภาพคล่อง แต่หนี้เสียภาคธุรกิจก็กำลังเป็นปัญหาอยู่ และคาดว่าจะสูงขึ้นถึงต้นปีหน้าเช่นเดียวกัน เพราะมีสัญญาณค่อนข้างชัดเจนในวงการค้า มีการขอขยายเครดิตจาก 30-90 วัน เป็น 90-120 วัน และบางส่วนเริ่มหนีหนี้และมีการฟ้องร้องกันแล้ว

ด้วยเหตุนี้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมจึงคงไม่มีโอกาสลดลงในอนาคตอันใกล้นี้ตามที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะสินเชื่อในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลมีการออกมาตรการช่วยเหลือจำนวนมาก ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2558 ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งเงินดอกเบี้ยต่ำให้ ด้วยการให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้ธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0.1% วงเงินถึง 1 แสนล้านบาท เพื่อให้นำไปปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีไม่เกิน 4% เป็นเวลา 7 ปี ซึ่งรัฐต้องใช้งบปีละ 2,800 ล้านบาท ในการชดเชยดอกเบี้ย หรือรวม 7 ปี เป็นเงิน 2 หมื่นล้านบาท

หรือการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันผู้ประกอบการเอสเอ็มอี วงเงิน 1 แสนล้านบาท เช่นกัน โดยให้ บสย.รับผิดชอบความเสี่ยง 15% ธนาคาร 15% รวมทั้งการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 15% สำหรับกำไรไม่เกิน 3 แสนบาท/ปี และหากเป็นผู้ประกอบการใหม่จะได้รับยกเว้นภาษี 5 ปี ยังไม่นับมาตรการปลีกย่อยอีกมากมาย

แต่สุดท้ายมาตรการดังกล่าวก็ไม่สามารถทำให้เอสเอ็มอีอยู่รอดได้ ทำได้เพียงต่อลมหายใจเฮือกหนึ่ง สุดท้ายเอสเอ็มอีรายที่ไปไม่ไหวก็คือไปไม่ไหว ต้องกลายเป็นเอ็นพีแอลในที่สุดอยู่ดี

นอกจากนี้ ในรอบปีเศษที่ผ่านมา รัฐบาลยังได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของภาคประชาชนให้เป็นอีกแรงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากมาตรการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน แต่ดูเหมือนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวจะได้ผลเฉพาะเพียงแค่ทำให้ตัวเลขจีดีพี 2 ไตรมาสที่ผ่านมาขยายตัวมากกว่าที่คาด แต่ไม่ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้หรือความสามารถในการชำระหนี้ หรือทำให้เกิดความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ทำให้เกิดการลงทุนตาม กลุ่มธุรกิจการค้าที่ไม่ใช่เอสเอ็มอีจึงมีแนวโน้มจะกลายเป็นเอ็นพีแอลติดตามมา

และนับจากนี้รัฐบาลยังต้องมีมาตรการมาดูแลประคับประคองเศรษฐกิจอีกหลายด้าน เพราะเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากกว่าที่คาดไว้ แต่เนื่องจากเม็ดเงินที่จะอัดฉีดเศรษฐกิจถูกใช้ไปจำนวนมากตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2558 กระสุนงบประมาณที่เหลืออยู่จึงมีอย่างจำกัด

การออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนับจากนี้ รัฐบาลจึงต้องทบทวนอย่างรอบคอบและให้มีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง มิฉะนั้นเอ็นพีแอลในระบบธนาคารพาณิชย์อาจจะขยายตัวมากกว่าที่ ธปท.คาดไว้ และลามไปยังธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่เอสเอ็มอีอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท