
ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับพลังงานไทย (จบ)
โดย...ทวารัฐ สูตะบุตร
โดย...ทวารัฐ สูตะบุตร
“พลังงานแห่งสายพระเนตร” ช่วงปลายรัชกาลขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล ได้วางรากฐานให้คนไทยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ซึ่งเป็นปรัชญาที่มีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 40 ปี และมีการถูกนำมากล่าวถึงอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2540 (ช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง) เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเงินดังกล่าว ให้คนไทยสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับชั้น เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ บนหลักความ “มีเหตุผล” หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ “ความพอประมาณ” หมายถึง ความพอดีไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น และ “เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน” หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
โดยมีเงื่อนไขของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง 2 ประการ คือ เงื่อนไขความรู้ และเงื่อนไขคุณธรรม ซึ่งแนวพระราชดำริเกี่ยวเนื่องกับกิจการพลังงานที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ เรื่องที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือ แนวพระราชดำริให้ศึกษาวิจัยเรื่องน้ำมันแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนผู้คนในวงการพลังงานต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า หากไม่ใช่เพราะพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน การนำน้ำมันแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลมาใช้ในประเทศไทยคงไม่ก้าวหน้ารวดเร็วเช่นในทุกวันนี้ และอาจต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์น้ำมันมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังคงเน้นการให้มีให้ใช้พลังงานเป็นของตัวเอง ดังจะเห็นได้จาก “โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ” เป็นโครงการในพระราชดำริเพื่อเป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจของ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เนื่องจากเดิมทีพื้นที่บริเวณนั้นแห้งแล้ง จึงได้ให้สำนักพระราชวังเข้าพัฒนาพื้นที่ เพื่อจัดทำเป็นโครงการทดลองด้านการเกษตร โดยมีเป้าหมายต้องการให้เป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจของท้องถิ่น เลือกพันธุ์พืชท้องถิ่นที่ดีที่สุดเข้ามาปลูก แล้วให้ภาครัฐและชาวบ้านร่วมดูแลด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด นอกจากจะมีพืชเศรษฐกิจแล้ว ยังมีแปลงปลูกข้าว ปลูกยางพารา ในส่วนของการปศุสัตว์ ก็มีการทดลองทำฟาร์มโคนม ฟาร์มไก่ มีการใช้พลังงานจากทุ่งกังหันลม เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ภายในโครงการ โดยภายในโครงการชั่งหัวมันแห่งนี้ จะมีชาวบ้านมาสมัครเป็นลูกจ้างคอยดูแลพืชพรรณ ฟาร์มปศุสัตว์ และช่วยกันดำเนินงานต่างๆ ภายในโครงการ ซึ่งถือเป็นการสร้างอาชีพให้ชาวบ้านในละแวกนี้ไปด้วยในตัว ถือเป็นตัวอย่างการใช้พลังงานทดแทนที่เห็นชัดเป็นรูปธรรม ที่พระองค์ท่านได้มีพระราชดำริไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้เดินตามรอยเท้าของพ่อ เพื่อให้เกิดความพอเพียง
“...การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง ความพอเพียงนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเองจะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก...” พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2539







