
ของฝากจากมองโกเลีย (10)
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
นอกจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายแม่บทที่ส่งเสริมสถานภาพและเกื้อหนุนต่อการพัฒนาของชนชาติกลุ่มน้อยแล้ว จีนมีนโยบายและแผนงานโครงการที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายแม่บทอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน
ตัวอย่างเช่นนโยบายเรื่องความเสมอภาคของชนชาติกลุ่มน้อย จีนกำหนดนิยามของความเสมอภาคครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ ด้านแรก ให้ทุกชนชาติมีความเสมอภาคทางการเมือง ไม่ว่าชนชาติกลุ่มน้อยนั้นจะมีขนาดประชากร ระยะเวลายาวนานมากน้อยในประวัติศาสตร์ พื้นที่ ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ความแตกต่างทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ความเชื่อทางศาสนา ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นอย่างไรก็ตาม ด้านที่สอง ทุกชนชาติไม่เพียงมีความเสมอภาคทางการเมืองและกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องเสมอภาคทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม และ ด้านที่สาม ประชาชนทุกชนชาติมีความเสมอภาคกันทั้งทางกฎหมาย สิทธิ และหน้าที่
จีนระบุชัดเจนว่า ก่อนสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2492 ประชากรราว 1 ล้านคน อยู่ในระบบทาสในพื้นที่ชนชาติหยีในมณฑลเสฉวน และประชากรราว 4 ล้านคน อยู่ภายใต้ระบบไพร่ศักดินาในทิเบต และ
สิบสองปันนา ปัจจุบันระบบดังกล่าวถูกขจัดไปจนหมดสิ้นแล้ว
นอกจากพ้นความเป็นทาสและไพร่แล้ว ชนชาติกลุ่มน้อยยังมีหลักประกันในการได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นผู้แทนทั้งในสมัชชาประชาชนแห่งชาติ และสมัชชาประชาชนท้องถิ่น ตัวเลขสถิติที่แสดงหลักฐานในเรื่องนี้ คือในปี 2499 มีผู้แทนจากชนชาติกลุ่มน้อยจำนวน 178 คน ในสมัชชาประชาชนแห่งชาติ คิดเป็นร้อยละ 14.50 ของผู้แทนทั้งหมด ตัวเลขนี้เคยขึ้นสูงสุดในปี 2536 มีจำนวนผู้แทนจากชนชาติกลุ่มน้อยถึง 564 คน คิดเป็นร้อยละ 18.60 ในปี 2553 จำนวนผู้แทนจากชนชาติกลุ่มน้อย มี 411 คน คิดเป็นร้อยละ 13.76
ชนชาติกลุ่มน้อยบางกลุ่มมีประชากรน้อยมาก กฎหมายก็กำหนดว่าต้องมีผู้แทนในสมัชชาประชาชนอย่างน้อย 1 คน
ในการประชุมสำคัญๆ ที่จัดโดยสมัชชาประชาชนแห่งชาติ และการประชุมใหญ่เพื่อปรึกษาหารือทางการเมืองของจีน (Chinese People’s Political Consultative Conference) เอกสารประกอบการประชุมนอกจากต้องจัดทำเป็นภาษาจีนแล้ว ต้องจัดทำเป็นภาษาต่างๆ ได้แก่ มองโกล ทิเบต อุยกูร์ คาซัค เกาหลี หยี จ้วง และภาษาชนชาติกลุ่มน้อยอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งต้องจัดให้มีล่ามแปลภาษาจีนกับภาษาเหล่านั้นด้วย
ในธนบัตรของจีน นอกจากตัวอักษรจีนแล้ว ยังมีภาษาจีนของชนชาติกลุ่มน้อยที่มีประชากรค่อนข้างมากอีก 4 ภาษา คือ มองโกล ทิเบต อุยกูร์ และจ้วง ในท้องที่ที่มีชนชาติกลุ่มน้อยใดอยู่มาก ป้ายชื่อของสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะของรัฐ จะมีอักษรของชนชาติกลุ่มน้อย โดยให้เกียรติอยู่ด้านบนสุดด้วย
ทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชนชาติกลุ่มน้อยอย่างสูง และต้องนับว่าจีนประสบความสำเร็จการพัฒนาในเรื่องนี้อย่างชัดเจน
ก่อนปี 2492 ไม่มีทางรถไฟเลยในมณฑลซินเจียง ไม่มีทางหลวงในทิเบตและเขตภูเขาในมณฑลยูนนานเลย การเดินทางในพื้นที่เหล่านี้ต้องใช้การเดินเท้าและสัตว์พาหนะต่างๆ เช่น ม้า ช้าง ลา บางพื้นที่ยังใช้เครื่องมือในยุคหิน
จีนเริ่มเขียนแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เหล่านี้ในปี 2495 โดยกำหนดให้จัดทำแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ตามรูปแบบของสหภาพโซเวียตรัสเซีย แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะแรก ปี 2496-2500 เริ่มสร้างและซ่อมถนน สะพาน ทางรถไฟ ระบบไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ และระบบคมนาคมอื่นๆ มีการกำหนดเป้าหมายสร้างเส้นทางสายหลัก 8 สาย ทางหลวงสองสายแรกสร้างเสร็จในปี 2497 เชื่อมระหว่างทิเบตกับเสฉวน และมณฑลชิงไห่ และเส้นทางอื่นๆ ก็ทยอยสร้างเสร็จ โครงการที่พัฒนาต่อมาก็คือระบบชลประทานเพื่อพัฒนาการเกษตร
นอกจากนี้ มีการพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่ไปด้วย ช่วงแผนพัฒนาฉบับแรกโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 156 โครงการ มี 40 โครงการดำเนินการในพื้นที่ชนชาติกลุ่มน้อย เช่น โครงการเหล็กกล้าในมองโกเลียในโครงการขุดเจาะน้ำมันในซินเจียง โรงงานดีบุกในยูนนาน
ดังเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ช่วงสามทศวรรษแรก จีนนอกจากไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ ยังล้มเหลวจากนโยบาย “ก้าวกระโดดไกล” (Great Leap Forward) ของประธานเหมาเจ๋อตง และยังประสบวิกฤตจากช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมอันยาวนานถึง 11 ปี จีนเริ่มประสบความสำเร็จหลังอสัญกรรมของเหมาเจ๋อตง และเติ้งเสี่ยวผิงเริ่มนโยบายสี่ทันสมัย
ตัวเลขสถิติต่างๆ ปรากฏชัดเจนทั้งในระดับประเทศและในพื้นที่ของชนชาติกลุ่มน้อย
ผลผลิตอุตสาหกรรมในพื้นที่ชนชาติกลุ่มน้อยในช่วงปี 2495 มีเพียง 540 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นเป็น 531,300 ล้านหยวน ในปี 2541 และเป็น 1,900,860 ล้านหยวน ในปี 2550
ผลผลิตด้านการเกษตรและปศุสัตว์ในพื้นที่ชนชาติกลุ่มน้อย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ปศุสัตว์ 24,392,000 ตัว ธัญพืช 15,515,000 ตัน และมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรรวม 3,120 ล้านหยวน ในปี 2495 เพิ่มเป็น ปศุสัตว์ 57,447,000 ตัว ธัญพืช 73,213,000 ตัน และมูลค่า 7,104,200 ล้านหยวน ในปี 2550
มูลค่าการลงทุนในทรัพย์สินถาวร ในพื้นที่ชนชาติกลุ่มน้อย เพิ่มขึ้นโดยลำดับจาก 307,100 ล้านหยวน ในปี 2543 เป็น 1,845,300 ล้านหยวน ในปี 2551
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพี และรายได้ในพื้นที่ชนชาติกลุ่มน้อยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยจีดีพีเพิ่มจาก 57,900 ล้านหยวน ในปี 2495 เพิ่มเป็น 3,062,620 ล้านหยวน ในปี 2551 และรายได้เพิ่มจาก 770 ล้านหยวน ในปี 2495 เป็น 268,400 ล้านหยวน ในปี 2551
อัตราการเติบโตของจีดีพี ในพื้นที่ชนชาติกลุ่มน้อยเทียบกับของประเทศ ในปี 2496 เท่ากับร้อยละ 14.4 กับ 23.7 ตามลำดับ ในปี 2551 เท่ากับร้อยละ 12.9 กับ 11.7
ด้านบริการสาธารณสุข สถานพยาบาลในพื้นที่ชนชาติกลุ่มน้อย เพิ่มจาก 1,176 แห่ง ในปี 2495 เป็น 16,724 แห่ง ในปี 2541 และลดลงเหลือ 15,463 แห่ง ในปี 2549 จำนวนเตียงในโรงพยาบาล เพิ่มจาก 5,711 เตียง ในปี 2495 เพิ่มเป็น 392,671 เตียง ในปี 2541 และเพิ่มเป็น 426,363 เตียง ในปี 2549 บุคลากรสาธารณสุขเพิ่มจาก 17,877 คน ในปี 2495 เป็น 498,720 คน ในปี 2541 และเป็น 485,766 คน ในปี 2549







