posttoday
ภูมิคุ้มกันสูง

ภูมิคุ้มกันสูง

15 พฤศจิกายน 2559

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งได้เป็นว่าที่ประธานา ธิบดีของสหรัฐ ประธานาธิบดีโอบามาก็ได้ถอนร่างกฎหมายว่าด้วยข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ออกจากสภา
คองเกรส เพื่อให้รัฐบาลใหม่ของทรัมป์ได้พิจารณาตัดสินว่าจะให้สัตยาบันข้อตกลงที่รัฐบาลโอบามาได้ลงนามไว้เบื้องต้นหรือไม่ เพราะทรัมป์ได้หาเสียงไว้ชัดเจนว่าจะยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว

จากปัญหาเรื่องนี้และนโยบายอื่นๆ ของทรัมป์ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของโลก และทำให้ประเทศต่างๆ ต้องประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของตนเองใหม่ว่าจะรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ถ้าสหรัฐไม่เข้าร่วมข้อตกลงทีพีพีที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นจริง ก็ต้องถือว่าไทยโชคดีที่ทรัมป์เข้ามาช่วยแก้ปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของรัฐบาลไทยโดยไม่เจตนา เพราะไทยกำลังมีปัญหาในการแข่งขันแย่งชิงเงินลงทุนจากเวียดนามซึ่งเข้าร่วมข้อตกลงไปแล้ว และทำให้อุตสาหกรรมการผลิตจากต่างประเทศหันเข้าไปลงทุนในเวียดนาม เพราะหวังว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสหรัฐ แต่ถ้าสหรัฐไม่เข้าร่วมความได้เปรียบที่เวียดนามมีเหนือไทย เพราะความเป็นสมาชิกทีพีพีก็จะหมดไป

ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่ผู้นำเข้าสินค้าจากไทยจะถูกกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ทั้งมาตรการทางภาษีอากรและมาตรการกีดกันด้านอื่น เช่น การตรวจแหล่งที่มาของวัตถุดิบและสินค้านำเข้า การตรวจเข้มการใช้แรงงานผิดกฎหมาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการผลิตในสหรัฐ ที่อาจจะย้ายฐานจากต่างประเทศกลับเข้าไปตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐเพื่อสร้างงานให้คนอเมริกัน

สิ่งต่างๆ เหล่านี้คงต้องติดตามดูสถานการณ์ต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือความเสี่ยงจากการเมืองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจโลกจะเพิ่มขึ้นแน่นอน ประเทศใดที่มีสถานะเศรษฐกิจไม่มั่นคงย่อมต้องมีความเสี่ยงสูงกว่าประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสูงกว่า เพราะไม่สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต โดยไม่ทำให้ความมั่นคงของเศรษฐกิจอ่อนด้อยลงจนกระทบถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

สำหรับประเทศไทย ถึงแม้จะมีปัญหาด้านการส่งออกและการลงทุน แต่เศรษฐกิจไทยจัดว่ามีความมั่นคงสูง ถ้าเทียบกับประเทศอื่น เพราะไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงประมาณ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก จัดตามเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่แต่ละประเทศเหลืออยู่ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านฐานะใกล้เคียงกันอย่างมาเลเซียนั้น มีทุนสำรองอยู่เพียงประมาณ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าไทยครึ่งหนึ่ง ใกล้เคียงกับประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนคู่แข่งสำคัญของไทยคือเวียดนาม มีเงินทุนสำรองอยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 ใน 4 ของไทย ส่วนเมียนมาและกัมพูชามีเงินทุนสำรองเพียง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 5 ของไทยเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไป เช่น ธนาคารกลางสหรัฐปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือน ธ.ค. หรือเงินเหรียญสหรัฐไหลกลับประเทศเพราะแรงกดดันทางการเมืองของทรัมป์ เงินทุนสำรองของไทยที่มีอยู่ก็น่าจะรองรับภาวะการไหลออกถ้าเกิดขึ้นจริงได้ต่างกว่าเมื่อตอนที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ที่ไทยมีเงินทุนสำรองอยู่ประมาณแค่ 4 หมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนถูกโจมตีค่าเงินโดยพวกกองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ ในขณะที่ไทยมีหนี้ต่างประเทศประมาณ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

แต่ปัจจุบันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยได้โตขึ้นกว่าเดิมประมาณ 4 เท่าตัว แต่หนี้ต่างประเทศขยายตัวขึ้นเพียง 30% เพราะฉะนั้นเหตุการณ์อย่างที่เคยเกิดในปี 2540 จนไทยต้องไปขอกู้เงินจากไอเอ็มเอฟมาชำระหนี้ต่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นจึงมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ถ้าเรายังยึดมั่นในหลักวินัยการเงินการคลังอย่างที่ยึดถือมาตลอด 15 ปีหลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยก็ยังมีโอกาสในการปรับใช้นโยบายการคลังเพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจขาดความมั่นคง เพราะปัจจุบันสัดส่วนภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ประมาณ 44% จัดว่าอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ที่ 50% ของจีดีพี ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียมีหนี้สาธารณะสูงถึง 54.5% ของจีดีพี ใกล้จะติดเพดานที่กำหนดไว้ที่ 55% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของสิงคโปร์สูงถึง 109%

สำหรับสัดส่วนหนี้สาธารณะนั้นคงต้องดูความสามารถในการก่อหนี้และใช้หนี้ประกอบด้วย เพราะประเทศนี้เจริญแล้วนักลงทุนให้ความเชื่อมั่น มีระดับความน่าเชื่อถือสูงระดับ A ขึ้นไป ย่อมมีความสามารถก่อหนี้เพื่อนำไปลงทุนและใช้จ่ายสูง และเสียต้นทุนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่ำกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกประเทศหนึ่งคือเกาหลีเหนือนั้นไม่มีหนี้ต่างประเทศเลย ซึ่งคงไม่ใช่เพราะประเทศนี้มีเงินทองใช้สอยมากมายไม่ต้องกู้ใครมาลงทุน แต่เป็นเพราะไม่สามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้ กัมพูชาเองมีหนี้ต่างประเทศเพียง 29% แต่เชื่อได้ว่าสัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอนเมื่อเศรษฐกิจเติบโตและได้รับความเชื่อถือจากนักลงทุนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น

เพราะฉะนั้น ถ้าเศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตขึ้น มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น การที่จะก่อหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อนำเงินมาลงทุนพัฒนาประเทศจึงน่าจะอยู่ในวิสัยที่ทำได้โดยไม่กระทบถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะถ้าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง เพราะไทยยังได้เปรียบดุลการค้าและดุลการชำระเงิน

ผมเขียนบทความนี้เพราะเห็นมีการวิเคราะห์ผลกระทบจากการที่ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีกันมาก แต่ผมเชื่อว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจมีความมั่นคงเพียงพอที่จะรับความเสี่ยงต่างๆ จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เพราะดูกันจริงๆ แล้วรายได้ของไทยมีการกระจายตัวสูงขึ้น ทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการบริการพอสมควร โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว โอกาสที่จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจซ้ำรอยอย่างในอดีตจึงเกิดขึ้นได้ยาก ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ เศรษฐกิจอาจจะเติบโตช้าลงในระดับต่ำ แต่คงไม่เลวร้ายถึงขนาดต้องไปพึ่งบริการไอเอ็มเอฟแน่นอน

ความจริงเรื่องนี้ถ้าไม่พูดคงไม่ได้ ว่าต้องขอบใจบรรดากองทุนเฮดจ์ฟันด์อีแร้งทั้งหลายโดยเฉพาะจอร์จ โซรอส ที่เข้ามาสอนบทเรียนให้คนไทยเมื่อ 15 ปีที่แล้วว่าการขาดวินัยการเงินการคลังนั้น ทำให้เศรษฐกิจและประเทศชาติล่มจมได้

บทเรียนที่ได้จากวิกฤตการเงินครั้งนั้นส่งผลให้สถาบันการเงินของไทยมีความแข็งแกร่ง มีความเป็นมืออาชีพในการบริหารสถาบันการเงินจนถึงปัจจุบัน ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความมั่นคงกว่าเดิม

ว่าไปแล้วเหมือนกับเขามาช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เราจนมีภูมิคุ้มกันสูง สามารถต้านทานโรคติดต่อทางเศรษฐกิจการเงินที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและที่อาจจะรุนแรงขึ้นในอนาคตได้อย่างดี

นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่า ถ้าเราไม่มีประสบการณ์ที่เรียนรู้จากวิกฤตต้มยำกุ้งตอนนั้น ตอนนี้เราจะเป็นอย่างไร

ขอบคุณลุงจอร์จ ...กลุ่มอีแร้งอีกครั้งหนึ่งครับ เมื่อไรแกตายจะส่งหรีดไปให้ถึงอเมริกาเลย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท