
แบงก์ชาติรับศึกหนัก คุมเงินผันผวนยาวถึงปีหน้า
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ก่อนหน้านี้เพียงไม่ถึง 3 เดือน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงคาดการณ์ว่าแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือน ธ.ค. ซึ่งจะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของปี 2016 จะไม่ทำให้เกิดกระแสทุนไหลออกอย่างตื่นตระหนกเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา เนื่องจากยุคของผลตอบแทนที่ตกต่ำจะทำให้นักลงทุนยังคงต้องการแสวงหาผลตอบแทนสูงในตลาดเกิดใหม่ต่อไป โดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีเงินไหลเข้าสุทธิในตลาดเกิดใหม่ราว 1.57 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.57 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งอย่างเหนือความคาดหมายเมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว สถานการณ์ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและเหนือความคาดหมายของหลายคน ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์ก สหรัฐ ขึ้นไปทุบสถิติใหม่ที่ 18,873.6 ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 10 พ.ย. และหุ้นกลุ่มธนาคารในกลุ่มดัชนีเอสแอนด์พี 500 ก็ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008
ภาพที่ออกมาสวนทางกับความวิตกกันก่อนหน้านี้ เป็นเพราะตลาดคาดการณ์ว่านโยบายกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17.6 ล้านล้านบาท) ตามที่ทรัมป์หาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและเกินกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของเฟด จนส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นเหนือระดับ 2% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ม.ค. ปีนี้ โดยปรับตัวขึ้น 4 วันติดต่อกันครั้งแรกตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2013 และยังขึ้นต่อเนื่องในวันจันทร์ที่ 14 พ.ย. ไปอยู่ที่ 2.2% ในตลาดเอเชีย หรือสูงสุดในรอบ 10 เดือน
ขณะที่ตลาดหุ้นนั้นยังได้อานิสงส์ทั้งนโยบายลดภาษีนิติบุคคล และจากการที่ทรัมป์เปรยว่าจะยกเลิกกฎหมายปฏิรูปวอลสตรีทและปกป้องผู้บริโภค (ดอดด์-แฟรงค์) ที่ควบคุมตลาดทุนอย่างเข้มงวดด้วย จนทำให้ตลาดทุนในประเทศขานรับว่าที่ประธานาธิบดีใหม่แบบหน้ามือเป็นหลังมือจากช่วงก่อนการเลือกตั้ง
สถานการณ์ของตลาดทุนในสหรัฐที่กลับมาดีขึ้นอย่างผิดคาดนี่เอง จึงทำให้ความน่าดึงดูดของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ลดลง และกำลังก่อให้เกิดความวิตกเรื่อง “การเทขาย” กลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางความผันผวนในตลาดเงินเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงเปิดตลาดต้นสัปดาห์นี้ จนธนาคารกลางของหลายประเทศต้องเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงเสถียรภาพ
เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ธนาคารกลางอินโดนีเซียต้องเข้าแทรกแซงหลังจากที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จนลงไปทุบสถิติต่ำสุดรอบ 17 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 1998 ที่ 13,265 รูเปียห์/เหรียญสหรัฐ ระหว่างการซื้อขาย
ขณะที่ค่าเงินริงกิต มาเลเซีย อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบกว่า 12 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2004 โดยดิ่งลงไปถึง 3.7% ในการซื้อขายที่ตลาดออฟชอร์แตะระดับ 4.5395 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ ส่วนเงินเหรียญสิงคโปร์อ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 9 เดือน ไปแตะระดับ 1.4158 เหรียญสิงคโปร์/เหรียญสหรัฐ ขณะที่ฝั่งค่าเงินวอน เกาหลีใต้ อ่อนค่าราว 1.6% มาอยู่ที่ 1,168.40 วอน/เหรียญสหรัฐ ระหว่างการซื้อขาย หรืออ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบกว่า 4 เดือน
ส่วนในฝั่งเอเชียใต้นั้น นักค้าเงินในมุมไบ เปิดเผยว่า ธนาคารกลางอินเดียได้ให้ธนาคารของรัฐเทขายเงินเหรียญสหรัฐออกมา เพื่อช่วยพยุงค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงต่ำสุดรอบ 7 สัปดาห์ อยู่ที่ 67.105 รูปี/เหรียญสหรัฐ
โคจิ ฟุคายะ ประธานบริษัทหลักทรัพย์ เอฟพีจี ซีเคียวริตีส์ ในญี่ปุ่น ให้มุมมองกับรอยเตอร์สว่า จากเดิมที่ตลาดคาดว่าจะเห็นทิศทางค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น กลับกลายเป็นว่าชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเป็นปัจจัยใหม่ที่เร่งให้เร็วขึ้น ซึ่งความเป็นไปได้ที่นโยบายของทรัมป์จะกระตุ้นเงินเฟ้อนั้น จะทำให้ตลาดต้องเตรียมรับมือกับกระทิงตัวใหม่ภายใต้เกมใหม่ที่เปลี่ยนไปเช่นกัน
จากข้อมูลของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) พบว่าในสัปดาห์เดียวกันนี้ มีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่แล้วประมาณ 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.51 หมื่นล้านบาท) โดยการเทขายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วง 3 วันหลังการเลือกตั้ง
แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจยังถือเป็นจำนวนน้อย แต่ก็เป็นสัญญาณลบเบื้องต้นที่ชัดเจนว่า ทรัมป์กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงตัวใหม่ที่ทำให้ภาวะตลาดทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่เปลี่ยนไป และยังมีแนวโน้มที่จะผันผวนยาวต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้าของการสาบานตนรับตำแหน่งใหม่ หรือจนกว่าจะมีการแถลงนโยบายใหม่ที่ชัดเจนออกมา
เพราะในระหว่างการเปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ 14 พ.ย. สถานการณ์ความผันผวนของตลาดทุนในเอเชียก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นไปทำสถิติสูงสุดรอบ 11 เดือน เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินสำคัญๆ โดยขึ้นไปแตะถึง 108 เยน/เหรียญสหรัฐ ระหว่างการซื้อขาย และค่าเงินหยวนออฟชอร์ลงต่ำสุดนับตั้งแต่มีการเปิดตลาดออฟชอร์ขึ้นในปี 2010
แม้ในทางปฏิบัตินั้นประเทศผู้ส่งออกเหล่านี้จะยินดีเห็นค่าเงินอ่อนค่าลงอยู่แล้ว ทว่าในสถานการณ์ที่ผันผวนกว่าปกติและเสี่ยงที่จะเกิดความตื่นตระหนกเรื่องทุนไหลออก ธนาคารกลางแต่ละประเทศจึงต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังนักลงทุนว่า จะยังรักษาเสถียรภาพไม่ให้ร่วงลงแรงและเร็วเกินไป
ธนาคารกลางสิงคโปร์ได้ออกแถลงการณ์เมื่อสุดสัปดาห์ว่า พร้อมเข้าควบคุมความผันผวนที่มากเกินไปต่อเงินเหรียญสิงคโปร์หากมีความจำเป็น หลังจากที่เงินเหรียญสิงคโปร์เคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าสุดในรอบ 9 เดือน ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียก็ต้องส่งสัญญาณย้ำความเชื่อมั่นเช่นกันว่า แม้จะเข้าแทรกแซง แต่ภาวะผันผวนเช่นนี้ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ และยังไม่เห็นทุนไหลออกในระดับที่น่ากังวล
ส่วนธนาคารกลางมาเลเซีย หรือ แบงก์ เนการา ออกมาให้ความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนเมื่อวันเสาร์ที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า กำลังดำเนินมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ โดยจำกัดการซื้อขายเงินริงกิตออฟชอร์ เพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้น จึงทำให้ค่าเงินริงกิตที่เพิ่งจะอ่อนค่าสุดในรอบ 12 ปี กลับมาแข็งค่าขึ้นได้อีกครั้งในช่วงเย็นวันจันทร์ที่ 14 พ.ย. โดยบวกไปเกือบ 2% อยู่ที่ 4.3790 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ
ไม่เพียงแต่การรับมือกับค่าเงินที่ผันผวนหนักเท่านั้น ธนาคารกลางบางแห่งยังต้องรับบทกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีทิศทางลบภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ อีกด้วย ทั้งความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนและความเสี่ยงการใช้นโยบายปกป้องทางการค้า เช่น ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ ที่ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นรายแรกภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยลดลง 0.25% มาอยู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.75%
ทั้งรัฐบาลและแบงก์ชาติอาจต้องเจองานหนักตั้งรับให้ไวและพร้อมมากกว่าที่ผ่านๆ มา จนกว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในเกมใหม่ภายใต้รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากนี้







