
เร่งดันเศรษฐกิจโต หลุดกับดักรายได้น้อย
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การฟื้นฟูพยุงเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง หากดูจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2558 ที่ขยายตัวได้ 2.8% และเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 3.3% และปีหน้าขยายตัวได้ 3.4% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวยังถือว่าต่ำ เมื่อเทียบกับศักยภาพที่แท้จริงของประเทศที่ควรขยายตัวได้อย่างน้อยปีละ 4-5% ซึ่งการขยายตัวในระดับนี้จะช่วยให้คนในประเทศมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น และจะช่วยทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางให้เร็วขึ้น
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุในที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงการคลังว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบันยังถือว่าน้อยเกินไป ไม่สามารถทำให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้ ซึ่งหากเศรษฐกิจไทยโตได้ระดับนี้ต้องใช้เวลาอีก 30 ปี กว่าจะหลุดพ้นได้ ซึ่งนานเกินไป เพราะถึงเวลานั้นประเทศคู่แข่งอื่นก็นำหน้าไทยไปหลายช่วงตัวแล้ว
สำหรับการทำให้ประเทศหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศมีรายได้สูง อันดับแรกหนีไม่พ้นต้องทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากกว่านี้ นั่นคือขยายตัวให้ได้ใกล้เคียงกับศักยภาพที่ควรเป็นมากที่สุดที่ระดับไม่ต่ำกว่า 4% ต่อปี เป็นอย่างน้อย ก็จะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้เร็วขึ้นภายใน 10-20 ปี ทำให้ประเทศลดการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจได้มหาศาล
ดังนั้น รมว.คลัง จึงได้สั่งการบ้านให้กระทรวงการคลังไปหามาตรการเพิ่มเติม เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้เต็มศักยภาพปีละ 4-5% เพื่อเร่งดันการขยายตัวของไทยให้ได้โดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม โจทย์ดังกล่าวถึงแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ แต่ก็เป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ได้ถึงเป้าหมาย เพราะหากดูการขยายตัวของเศรษฐกิจในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวเฉลี่ยของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ระดับ 2-3% เท่านั้น เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจนอกประเทศที่มีปัญหา กระทบการส่งออกของไทยที่มีมูลค่าสัดส่วนถึง 60-70% ของจีดีพี ฉุดทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำ
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการเมืองภายในประเทศ เกิดความขัดแย้งรุนแรงต่อเนื่องมาตลอด 10 ปี กระทบกับการบริโภคและการลงทุนของประเทศชะงัก เอกชนไม่กล้าขยายการลงทุน เพราะไม่มั่นใจในเศรษฐกิจและการเมืองของไทย ประชาชนชะลอการใช้จ่ายเพราะรายได้ลดจากภาวะเศรษฐกิจชะลอ และบางส่วนต้องเก็บเงินไว้ในยามที่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ขณะที่การลงทุนด้านโครงสร้างของประเทศก็ชะงัก ทั้งด้านคมนาคมขนส่ง ด้านการสื่อสารไอที การศึกษาที่เป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ส่งผลให้ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศทรงกับทรุดต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
สำหรับในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลนี้จะมีการปฏิรูปเศรษฐกิจยกใหญ่ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมวงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ไฮเทค 10 กลุ่ม เพื่อเป็นแรงขับใหม่ทางเศรษฐกิจ มีการกระตุ้นเอกชนลงทุน การแก้ปัญหาระยะสั้นเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก แต่เศรษฐกิจในช่วง 2 ปี หรือปี 2558-2559 ก็ขยายตัวได้เฉลี่ย 3% เท่านั้น สาเหตุสำคัญคือ การปฏิรูปเศรษฐกิจต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นดอกผล
ดังนั้น การทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละ 4-5% ในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แม้ว่าในทางทฤษฎีจะทำได้ก็ตาม
เพราะหากดูการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2559 ที่กำลังจะจบลงไม่ถึง 2 เดือนนี้ การขยายตัวส่วนใหญ่มาจากแรงขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาครัฐ ทั้งการเร่งการใช้จ่ายงบดำเนินการและงบลงทุน แต่แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญจริงๆ และจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้จริง คือ การลงทุนภาคเอกชน แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นการลงทุนออกมาจำนวนมาก โดยเฉพาะการหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สำหรับการลงทุนที่ดำเนินการภายในปีนี้ แต่ปรากฏว่าเอกชนก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่ยอมลงทุน
ถึงขนาดอภิศักดิ์ออกมาระบุล่าสุดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจปัจจุบันที่ 3% กว่าๆ ต่ำกว่าศักยภาพที่สามารถโตได้ 4% กว่า ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการเต็มที่แล้ว แต่ภาคเอกชนยังไม่ยอมลงทุนเนื่องจากยังลังเลไม่แน่ใจ ซึ่งรัฐบาลจะแก้ปัญหาด้วยการเร่งลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ โดยจะให้นำโครงการที่จะลงทุนใน 2 ปีข้างหน้ามาลงทุนภายในปีหน้า เพื่อชดเชยการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่ยอมลงทุน โดยไม่รอการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งหากยังช้าก็จะตกขบวน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ ที่รัฐบาลให้และจะหมดลงในปีนี้ ก็จะไม่มีการต่อให้อีกต่อไป
การออกมายืนยันหนักแน่นของ รมว.คลัง ถือเป็นการวัดใจนักลงทุน เพราะถือว่ารัฐบาลลดแลกแจกแถมให้เอกชนจำนวนมากแล้ว หากยังไม่ควักเงินลงทุนช่วยรัฐบาลดันเศรษฐกิจ รัฐบาลก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากพึ่งตัวเอง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเร่งลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจจะดันให้เศรษฐกิจโตได้ปีละ 4-5% เป็นเรื่องยาก
นอกจากนี้ การเดินหน้ามาตรการระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-เพย์เมนต์ ที่คลังถือว่าเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศครั้งใหญ่ ที่จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางได้เร็วขึ้น จากเดิมที่จะเริ่มให้มีการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือพร้อมเพย์ได้สิ้นปีนี้ ก็ต้องเลื่อนไปปีหน้า เพราะระบบยังไม่มีความเสถียรทางด้านความปลอดภัยปัญหาทั้งหมดยังไม่รวมกับปัญหาภายในประเทศ ปัญหาทางการเมืองหากมีการเลือกตั้งใหม่ใน 1-2 ปีข้างหน้า รัฐบาลใหม่จะมีความมั่นคง และไม่สร้างความแตกแยกให้กับคนในประเทศได้หรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องที่นักลงทุนยังหวาดหวั่นและไม่ยอมลงทุน ส่งผลกระทบต่อการบริหารเศรษฐกิจอย่างมาก ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่เต็มศักยภาพต่อไป ส่งผลให้การทำให้ประเทศไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางให้เร็วขึ้นเป็นเรื่องที่ทำยากของรัฐบาลนี้และรัฐบาลต่อๆ ไป







