posttoday
เปิดรายได้ท่องเที่ยวปี 52 กทม. ภูเก็ต กระบี่ นำโด่ง

เปิดรายได้ท่องเที่ยวปี 52 กทม. ภูเก็ต กระบี่ นำโด่ง

27 สิงหาคม 2553

ธนิฏฐา มณีโชติ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานโครงการจัดทำรายงานรายได้ประชาชาติ (Nation Income) หรือ NI ด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้จัดทำรายงาน NI โดยจัดเก็บจากการใช้จ่ายสินค้าทางการท่องเที่ยวและการบริการของนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ เช่น การช็อปปิ้ง ร้านค้า ร้านอาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงเงินบริจาคที่นักท่องเที่ยวทำบุญ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้สำหรับการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว การโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมถึงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้วางแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาสินค้าและการบริการให้ตรงต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งนี้ จากการจัดเก็บ NI ในปี 2552 ของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวฯ พบว่าจังหวัดที่มีรายได้ทางการท่องเที่ยวสูงสุดได้แก่ จ.กรุงเทพฯ ภูเก็ต กระบี่ ชลบุรี และเชียงใหม่ ตามลำดับ ขณะที่จังหวัดที่มีรายได้ทางการท่องเที่ยวน้อยที่สุด ได้แก่ จ.หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ ยโสธร อ่างทอง และพิจิตร สำหรับรายได้ทางการท่องเที่ยวทั้งประเทศมีสัดส่วน 7.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ที่มีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท โดยมีรายได้จากการท่

ธนิฏฐา มณีโชติ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานโครงการจัดทำรายงานรายได้ประชาชาติ (Nation Income) หรือ NI ด้านการท่องเที่ยว

เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้จัดทำรายงาน NI โดยจัดเก็บจากการใช้จ่ายสินค้าทางการท่องเที่ยวและการบริการของนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ เช่น การช็อปปิ้ง ร้านค้า ร้านอาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงเงินบริจาคที่นักท่องเที่ยวทำบุญ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้สำหรับการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว การโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมถึงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้วางแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาสินค้าและการบริการให้ตรงต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ จากการจัดเก็บ NI ในปี 2552 ของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวฯ พบว่าจังหวัดที่มีรายได้ทางการท่องเที่ยวสูงสุดได้แก่ จ.กรุงเทพฯ ภูเก็ต กระบี่ ชลบุรี และเชียงใหม่ ตามลำดับ ขณะที่จังหวัดที่มีรายได้ทางการท่องเที่ยวน้อยที่สุด ได้แก่ จ.หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ ยโสธร อ่างทอง และพิจิตร

สำหรับรายได้ทางการท่องเที่ยวทั้งประเทศมีสัดส่วน 7.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ที่มีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท โดยมีรายได้จากการท่องเที่ยวของคนไทยและชาวต่างชาติ รวม 7.15 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ กรุงเทพฯ มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดคือ 3.3 แสนล้านบาท ภาคใต้ มีรายได้ 1.8 แสนล้านบาท ภาคตะวันออก 7.2 หมื่นล้านบาท ภาคเหนือ 5.8 หมื่นล้านบาท ภาคตะวันตก 2.8 หมื่นล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.7 หมื่นล้านบาท และภาคกลาง รายได้ 1.5 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ พบว่าภาคใต้มีรายได้จากการท่องเที่ยวจากประชากรสูงสุดเฉลี่ย 2.06 หมื่นบาท/คน/ปี เนื่องจากมีระยะวันพักที่นานวัน ภาคตะวันออก 1.5 หมื่นบาท/คน/ปี ภาคตะวันตก 7,140 บาท/คน/ปี ภาคเหนือ 4,988 บาท/คน/ปี ภาคกลาง 2,021 บาท/คน/ปี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,265 บาท/คน/ปี ขณะที่กรุงเทพฯ เฉลี่ย 5.8 หมื่นบาท/คน/ปี

“กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะผลักดันให้การจัดเก็บค่า NI มีความสมบูรณ์เหมือนกับการจัดเก็บจีดีพีของประเทศ ที่นำสูตรมาประมวลให้ครบทุกด้าน และมีความรวดเร็วเหมือนกับที่หอการค้าได้พยากรณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ซึ่งในอนาคตจะจัดเก็บตัวเลขนี้ทุกไตรมาส” ธนิฏฐา กล่าว

นายสุรพล ศรีตระกูล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางผ่านสมาชิกแอตต้า ระหว่างเดือนม.ค.25 ส.ค.เพิ่มขึ้น 24% รวม 1.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.48 แสนคน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเทศที่เพิ่มสูงสุด ได้แก่ รัสเซีย โต 116% อิหร่าน 60% สาธารณรัฐประชาชนจีน 47% เกาหลี 39% ขณะที่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นยังชะลอการเดินทางมาไทย จนกว่ารัฐบาลไทยจะประกาศยกเลิกการใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.)

นายสุเมธารัตน์ สีตบุตร ที่ปรึกษาอาวุโสสภถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เปิดเผยว่า เอสเอ็มอีได้ร่วมกับ 8 สมาคม ด้านการท่องเที่ยว ด้านสุขภาพและโรงพยาบาล รวม 8 สมาคม จัดทำ ไทยแลนด์ เมดิคัล ทัวร์ริซั่ม คลัสเตอร์ เพื่อร่วมมือกันพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั้งระบบแบบครบวงจร เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีมูลค่ารวม 24 แสนล้านบาท/ปี โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายต่อคนสูงเฉลี่ย 1 แสนบาท/ทริป

ทั้งนี้คลัสเตอร์ เตรียมเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาเรื่องการให้วีซ่านักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวนานกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป รวมถึงการผ่อนปรนเรื่องสิทธิประโยชน์ให้กับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการคลอดบุตรในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงไทย เช่น ลาง พม่า กัมพูชา มาใช้บริการประเทศไทยเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้จะเร่งพัฒนาโรงพยาบาลในประเทศไทย ให้ได้รับมาตรฐาน Joint Commission Internationnal (JCI  ) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ทั่วโลกให้การยอมรับด้านการรักษาพยาบาล โดยั้งเป้าภายใน 3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีโรงพยาบาลที่ได้รับ JCI มากที่สุดในโลก แทนที่สหรัฐอเมริกา มีจำนวน 20 แห่ง ซึ่งปัจจุบันไทยมีราว 14 แห่ง
การผลักดันอย่างเป็นระบบครั้งนี้คาดว่าจะทำให้การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยเติบโตเฉลี่ปีละ 10% รวมถึงสามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในเอเชี แทนที่เกาหลีได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท