
'จีน' ฉวยจังหวะผู้นำ รับมะกันล้มดีลทีพีพี
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้ทิศทางของว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะยังไม่ชัดเจนในหลายๆ เรื่อง ทว่าสิ่งที่ปรากฏชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ ช่วงเวลาที่เหลือประมาณ 2 เดือนนี้ ก่อนการสาบานตนรับตำแหน่งใหม่ของทรัมป์ในช่วงกลางเดือน ม.ค. 2017 รัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา และสภาคองเกรส จะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เพื่อเดินหน้ากระบวนการให้สัตยาบันในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) โดยจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่แทน
สัญญาณเช่นนี้นี่เองจึงนำไปสู่การประกาศท่าทีที่ชัดเจนจากฝั่ง “จีน” ตามมาทันทีว่า จีนจะรับบทผู้นำผลักดันการค้าเสรีพหุภาคีโลกหลังจากนี้เอง
“การปกป้องการค้าและการลงทุนกำลังเริ่มก่อตัวขึ้น และเอเชียแปซิฟิกก็ไม่มีโมเมนตัมที่มากพอสำหรับการเติบโตภายในภูมิภาค อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการปฏิรูป จีนเชื่อว่าเราควรมีแผนการทำงานใหม่และเป็นรูปธรรม เพื่อตอบรับกับความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรม ช่วยหนุนโมเมนตัม และนำไปสู่ข้อตกลงเอฟทีเอในเอเชียแปซิฟิกตั้งแต่เนิ่นๆ”
นี่คือสัญญาณเบื้องต้นจาก หลี่เป่าตง รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของจีน ซึ่งกล่าวถึงการที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จะเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่เปรู ระหว่างวันที่ 19-20 พ.ย.นี้ และจะแสวงหาความร่วมมือเพื่อสนับสนุนข้อตกลงเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก (เอฟทีเอเอพี) พร้อมย้ำว่าภูมิภาคนี้จำเป็นต้องมีเอฟทีเอโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ไม่เพียงแต่ผลักดันกรอบเอฟทีเอเอพีี หลังเสร็จสิ้นการประชุมที่เปรู สี จะเดินทางเยือนเอกวาดอร์เป็นประเทศต่อไป ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ต่างก็เป็นประเทศภาคีสมาชิกในทีพีพีที่กำลังเสี่ยงจะถูกยกเลิกด้วย
เท่ากับว่าจีนกำลังเร่งเดินหน้าบทบาทการเป็นผู้นำจัดตั้งกระบวนการเอฟทีเอพหุภาคีทุกช่องทาง ตั้งแต่เอฟทีเอเอพี หรือเอฟทีเอ-เอเปก 21 ชาติ ไปจนถึงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) หรือกรอบอาเซียนบวก 6 ในจังหวะที่สหรัฐกำลังเพลี่ยงพล้ำจากบทบาทของผู้นำเดิม เพราะทรัมป์มีนโยบายปกป้องการค้ามากกว่าเปิดรับโลกาภิวัตน์ และมีแนวโน้มจะเน้นกรอบทวิภาคีที่ตนเองมีอำนาจการต่อรองมากกว่ากรอบของพหุภาคี ที่ประเทศเล็กรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง
ทั้งนี้ ใช่ว่าการเพลี่ยงพล้ำของสหรัฐจะหมายถึงความสำเร็จอย่างง่ายๆ ของจีนไปเสียทีเดียว
เอฟทีเอเอพีในกรอบ 21 ชาติเอเปกนั้น เป็นเรื่องที่ สีจิ้นผิง ผลักดันขึ้นในปี 2014 ซึ่งเป็นช่วงที่ข้อตกลงทีพีพีกำลังเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ทว่าจนถึงปัจจุบัน เอฟทีเอเอพียังไม่ได้อยู่ในขั้นตอนของการเริ่มเจรจาด้วยซ้ำ ซึ่งหากจะเดินหน้าจริงอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการบรรลุผล เพราะยังต้องผ่านขั้นตอนการศึกษาและวิเคราะห์ก่อนการตกลงเริ่มเจรจากัน
สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าสำหรับเอฟทีเอพหุภาคีของจีนที่จะขึ้นมาแทนทีพีพี จึงอยู่ที่กรอบอาร์เซ็ป ซึ่งเดินหน้าไปมากกว่าครึ่งหลังเจรจากันมาแล้วถึง 15 ครั้ง และกำลังอยู่ระหว่างการถกในรายละเอียดของการเปิดเสรีภาคบริการและการลงทุน ซึ่งจะมีการถกเป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้ที่อินโดนีเซียในเดือนหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ อาร์เซ็ปน่าดึงดูดน้อยกว่าทีพีพีทั้งในแง่ที่เป็นการขยายจากข้อตกลงเดิมในกรอบอาเซียนบวก 6 หรือไม่ได้มีตัวละครใหม่เพิ่มเติม และระดับของการเปิดเสรีก็ยังน้อยกว่าทีพีพี
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเอฟทีเอเอพีจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ หรืออาร์เซ็ปอาจจะน่าดึงดูดน้อยกว่า ทว่าสิ่งที่จีนจะได้ภาษีมากกว่าก็คือ โมเมนตัมของความเป็นผู้นำทางการค้าระดับภูมิภาคที่จะกลับมาหาจีนอีกครั้ง ซึ่งยังจะให้เครดิตของความเป็นมหาอำนาจในเอเชียที่อยู่กันจริงไม่ทิ้งไปง่ายๆ เหมือนกับสหรัฐ ที่ถูกมองว่าความล้มเหลวของทีพีพีก็คือความล้มเหลวของนโยบายปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) ไปด้วย นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของความสัมพันธ์ทวิภาคีกับหลายประเทศที่เคยมีปัญหากันก่อนหน้านี้ด้วย
เวียดนามนับเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีอย่างมากในปีนี้ จากเดิมที่เคยมีท่าทีแข็งกร้าวกับจีนจากปัญหาในทะเลจีนใต้ และหันไปสานสัมพันธ์แนบแน่นกับสหรัฐ ในฐานะประเทศที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดชาติหนึ่งจากข้อตกลงทีพีพี เวียดนามกลับมีความร่วมมือกับจีนเพิ่มมากขึ้นอย่างเงียบๆ ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ หรือนับตั้งแต่สหรัฐเริ่มมีความเสี่ยงของการเลือกตั้ง และมีแนวโน้มจะไม่ได้ลงนามสัตยาบันทีพีพีภายในปีนี้ พร้อมกับที่เพื่อนบ้านอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์ เริ่มหันไปดำเนินความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้นแทนที่สหรัฐ
เพราะแม้จะมีปัญหาพิพาททางดินแดน แต่จีนก็ยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่กับเวียดนามและแทบจะทุกประเทศในอาเซียน รวมถึงบทบาทของนักลงทุน โดยในปี 2015 การลงทุนของจีนในเวียดนามเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าจากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 744 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.63 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้พุ่งไปอยู่ที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท)
เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เรือรบ 3 ลำของจีนพร้อมทหารเรือ 750 นาย ได้เข้าเทียบท่าที่อ่าวกัมรันห์ ในการเยือนเวียดนามเป็นเวลา 4 วัน ซึ่งนับเป็นสัญญาณบวกของการสามารถหันหน้าคุยกันได้อีกครั้ง ท่ามกลางความร่วมมืออื่นๆ และการที่สมาชิกระดับโปลิตบูโรของจีนเดินทางเยือนเวียดนามและเข้าพบประธานาธิบดี เจิ๋นได่กวาง หลังจากที่สถานการณ์ตึงเครียดไปพักใหญ่จากกรณีทะเลจีนใต้ในช่วงกลางปีนี้
ไมค์ โฟรแมน ผู้แทนการค้าสหรัฐ ให้ความเห็นกับไฟแนนเชียลไทมส์ ว่า ความล้มเหลวของทีพีพียังหมายถึงการเปิดประตูให้จีนเข้ามาเล่นบทบาทข้อตกลงการค้าของตัวเอง ซึ่งจะเปลี่ยนโมเมนตัมของบทบาทความเป็นผู้นำในภูมิภาคมาที่จีน
ขณะที่มาเลเซียซึ่งดำเนินนโยบายรักษาสมดุลทางการทูตมาตลอด โดยแม้จะเป็นภาคในทีพีพีแต่ก็ยังเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่กับจีนด้วย ก็เพิ่งเดินทางเยือนจีนเมื่อไม่นานนี้ พร้อมกับเซ็นสัญญาซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ล็อตใหญ่กับจีน ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์มองว่าเป็นทิศทางเดียวกันกับฟิลิปปินส์ โดยที่มาเลเซียนั้นมีปัญหาภายในเรื่องการทุจริตกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจวันเอ็มดีบี ที่ฟากตะวันตกนำโดยสหรัฐและสวิตเซอร์แลนด์เร่งติดตามอยู่
การเพลี่ยงพล้ำเรื่องทีพีพีจึงอาจหมายถึงสมดุลอิทธิพลในภูมิภาคและบทบาทผู้นำการค้าที่เปลี่ยนไปพร้อมกัน โดยที่รัฐบาลใหม่ของทรัมป์อาจต้องมาเร่งมือแก้เกมในภายหลัง หากยังไม่ต้องการ
สูญเสียอิทธิพลในเอเชียให้จีนจากความเพลี่ยงพล้ำของตัวเองเช่นนี้







