
สนช.เปิดเวทีให้กรธ.แจงกฎหมายลูก
กรรมาธิการ สนช. จัดสัมมนาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พร้อมให้ กรธ. เข้าชี้แจง "นรชิต"ยันไม่คิดทุบพรรคการเมือง
กรรมาธิการ สนช. จัดสัมมนาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พร้อมให้ กรธ. เข้าชี้แจง "นรชิต"ยันไม่คิดทุบพรรคการเมือง
เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ(กมธ.) สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่หนึ่ง เป็นประธาน จัดสัมมนา เรื่องการเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1/3 โดยมีนายอภิชาติ สุขัคคานนท์ รองประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คนที่สอง และนายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรธ. ชี้แจงเจตนารมณ์ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมือง ให้สมาชิกสนช.รับทราบ
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. กล่าวเปิดงานว่า หลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ สนช. จะมีหน้าที่พิจารณากฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ ภายใต้กรอบเวลา 60วัน นับจากวันที่ได้รับร่าง และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการตีความในอนาคต จึงขอให้สมาชิกพิจารณากฎหมายเหล่านี้อย่างรอบคอบ ยอมรับว่าระยะเวลาค่อนข้างเร่งรัดแต่เป็นความประสงค์ตามกรอบร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งตามแผนโรดแมป ดังนั้นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งจะมาทำหน้าที่พิจารณาจึงมีความสำคัญ ต้องทำงานอย่างจริงจัง ยอมเสียสละเวลาซึ่งในบางครั้งอาจต้องมีการเตรียมพร้อมร่วมกันทำงานนอกสถานที่เพื่อจะทำให้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จได้ทันตามเวลาที่กำหนด
จากนั้นเป็นการชี้แจงรายละเอียดของกรธ. นายอภิชาติ กล่าวว่า มีการปรับอำนาจของกกต.ใหม่โดยให้มีอำนาจสั่งระงับการเลือกตั้งได้ทันทีหากพบการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตยุติธรรม นอกจากนี้กำหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัด จังหวัดละ 5-7 คน แล้วแต่ความจำเป็นในแต่ละพื้นที่ โดย 2คน มาจากคนในพื้นที่ ส่วนที่เหลือมาจากการสุ่มว่า ใครจะต้องไปลงพื้นที่ใดบ้าง มีอำนาจเฉพาะช่วงมีการเลือกตั้งไม่มีเงินเดือน มีแต่เบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทาง
นายนรชิต กล่าวว่า สำหรับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ยืนยันว่ากรธ.ไม่มีแนวคิดรีเซ็ตพรรคการเมืองแต่อย่างใด ซึ่งในภาพรวมของกฎหมายพรรคคือ ทำให้จัดตั้งง่ายขึ้น สำหรับเจตนารมณ์ขอให้สนช.ดูในบทเฉพาะกาลคือ ให้พรรคจดทะเบียนตามกฎหมายพรรคการเมืองปี 2550 ยังอยู่ แต่ต้องมีจำนวนสมาชิก จำนวนสาขาพรรค และตัวแทนสมาชิกประจำจังหวัด ครบตามที่กฎหมายกำหนด และมีทุนประเดิมแรกเริ่มคือ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคลงขันคนละอย่างน้อย 2,000 บาทแต่รวมแล้วไม่เกิน 500,000 บาท ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่กฎหมายบังคับใช้ หากไม่ดำเนินการ หรือไม่ทัน มีโทษยุบพรรค ส่วนมติพรรคหรือข้อบังคับให้เป็นไปตามเดิม พร้อมทั้งจัดทำรายการบัญชีทรัพย์สินพรรค หากมีส่วนที่ขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก ให้แก้ไขภายใน 60 วัน หากไม่ดำเนินการหรือไม่ทัน มีโทษตัดสิทธิการส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งที่จะถึงนอกจากนี้ยังระบุว่า ใครที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ให้นับเวลาถูกตัดสิทธิตามที่โทษกำหนดไว้จนครบ จึงกลับมามีสิทธิเหมือนเดิม
ต่อมาเข้าสู่ช่วงซักถาม มีสมาชิกสนช.หลายราย ตั้งข้อสงสัยในหลายประเด็น โดยเฉพาะนายทวีศักดิ์ สูทกวานทิน สมาชิกสนช.สอบถามว่า สนช.มีอำนาจแก้ไขร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่กรธ.ส่งมาได้ขนาดไหน และในกรณีคุณสมบัติของกกต. ชุดปัจจุบันจะชี้ขาดอย่างไร กกต.บางคนที่มาทางวิชาการตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม แต่ไม่ตรงกับหลักของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นายนรชิต ชี้แจงว่า จะนำข้อสังเกตไปให้ที่ประชุมกรธ.พิจารณาว่า การส่งมอบร่างกฎหมายลูกจะมีการกำหนดประเด็นหลักการสำคัญมาให้สนช.ด้วยหรือไม่ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ส่วนคุณสมบัติกกต. ส่วนตัวเห็นว่า ถ้าขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ต้องพ้น โดยกรธ.กำหนดให้คณะกรรมการสรรหากรรมการองค์กรอิสระตามมาตรา203 ทำหน้าที่สรรหาเพิ่มอีก 2 คน ให้ครบ 7 คน แล้ววินิจฉัยว่ากกต.เดิมมีใครขัดคุณสมบัติหรือไม่ ถ้าชี้ว่าขัดก็อยู่ทำหน้าที่จนกว่าจะสรรหากกต.คนใหม่มาแทน หากจะมีการโอนคุณสมบัติเข้าใจว่าอาจทำได้ แต่จะทำให้มีกระทบในสัดส่วนที่มีการโอนมาแทน







