ส่งคนเร่ร่อนสนามหลวงไป "บ้านมิตรไมตรี" เอ็นจีโอวอนเห็นใจ ไม่ได้สร้างปัญหา
คนเร่ร่อนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีการหารายได้ มีทักษะมุมมองด้านอาชีพที่เค้าทำอยู่แล้ว ฉะนั้นรัฐต้องพยายามเข้าไปดูแล ส่งเสริมทั้งเรื่องจ้างงาน
โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด
การปรับพื้นที่ท้องสนามหลวง 2 ใน 3 เพื่อใช้ก่อสร้างพระเมรุมาศ รวมถึงรองรับประชาชนจำนวนมากที่จะเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แผนหนึ่งที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ทำนอกจากการจัดระเบียบร้านค้าแผงลอยแล้ว ยังกันไม่ให้คนเร่ร่อนขอทาน ซึ่งมีมานานในพื้นที่สนามหลวงมานอนค้าง โดยมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดูแล
ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ได้สำรวจพบคนเร่ร่อนโดยรอบสนามหลวงว่ามีจำนวน 375 ราย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และเทศกิจจะคอยตักเตือนขอให้เดินทางกลับบ้านพัก
ทว่า เสียงเล็กๆ ของชายเร่ร่อน วิทยา บ้องศิลป์ อายุ 68 ปี ที่ใช้สนามหลวงเป็นที่พักอาศัยเป็นประจำ บอกเล่าความรู้สึกว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เพราะคนเร่ร่อนที่มาอยู่ ส่วนใหญ่ก็ทำอาชีพค้าขาย มีรายได้ ไม่จำเป็นต้องให้รัฐเข้ามาดูแล
ปัจจุบัน วิทยา นั่งแกะสลักไม้อยู่ริมกำแพงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใกล้ท่าเรือข้ามฟากท่าพระจันทร์ ในสภาพเสื้อผ้าเปรอะเปื้อน เล่าที่มาที่ไปก่อนมาใช้ชีวิตอยู่สนามหลวงว่า บ้านเดิมอยู่แถววงเวียนใหญ่ แต่มีปัญหากับครอบครัวจึงเลือกออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก นั่งแกะสลักงานไม้ชิ้นเล็กๆ เป็นรูปทรงต่างๆ ขายตรงนี้นานกว่า 30-40 ปี และไม่เคยกลับไปที่บ้านอีก
ช่วงแรกที่วิทยามาอยู่ก็เรียนรู้วิชาแกะไม้จากหนังสือพระ จากนั้นเริ่มฝึกแกะขายอยู่หน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ฝั่งตรงข้ามสนามหลวง เขาบอกว่า เมื่อก่อนรอบสนามหลวงเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลคือ ตำรวจเพราะขณะนั้นยังไม่มีเทศกิจ ส่วนคนที่มาอาศัยย่านนี้ส่วนใหญ่จะยึดอาชีพนั่งขายของ ไปจนถึงเก็บขยะขาย ทุกวันพอมืดลงก็จะเข้าไปนอนในวัด แต่ช่วงหลังมีคนเมาเข้าไปขโมยของ ทางวัดจึงไม่ให้นอนต้องย้ายออกมาอาศัยนอนตามหน้าร้านค้าในละแวกนี้จนถึงปัจจุบัน
วิทยา เล่าว่า ช่วงนี้ขายของไม่ค่อยได้เพราะที่สนามหลวงมีงาน แต่ส่วนตัวเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ที่มาไหว้ในหลวงจึงไม่ค่อยซื้อ แต่ก็ยังมีเจ้าหน้าที่มาคอยไล่ไม่ให้ขาย
“เคยมีเพื่อนชักชวนว่าหน่วยงานรัฐจะพาไปอยู่บ้านอุ่นใจ แต่คนส่วนใหญ่ที่อาศัยแถวนี้ไม่ไป เพราะทุกคนมีอาชีพและคิดว่าอยู่ตรงนี้สบายใจกว่าไปอยู่ที่อื่น รวมถึงมีความคุ้นชินกับการใช้ชีวิตนั่งขายของริมทาง หรือเวลาไม่สบายก็หาซื้อยาทานเอง และคิดว่าถ้าต้องการความสบายจริงคงเลือกอยู่บ้านดีกว่า คนที่ไปให้รัฐดูแลส่วนใหญ่เป็นพวกขี้เมาชอบเดินขอเงินไม่มีงานทำ เพราะคนเหล่านั้นคิดว่าไปแล้วไม่ต้องเดินขอเงินและมีข้าวกินทุกมื้อ”
การใช้ชีวิตของชายสูงวัยคนนี้มักจะนำเงินที่ได้มาน้อยนิด ซื้อข้าวปลาและยากินเองในราคาที่ไม่แพง วิทยา ยืนยันว่า ไม่กล้าเข้าไปรับของแจกในสนามหลวง เพราะในย่ามที่พกติดตัวมีเครื่องมืออุปกรณ์ทำมาหากิน ซึ่งเป็นของมีคม จึงเกรงว่าเมื่อเข้าไปอาจถูกยึด และต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะหาซื้อประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ได้ เท่ากับต้องขาดรายได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ลุงวิทยาไม่กล้าเข้าไปในสนามหลวง รอเพียงผู้ใจบุญหยิบยื่นของแจกอยู่โดยรอบสนามหลวง หรือบางคนที่เดินผ่านหยิบยื่นให้เท่านั้น
ทั้งนี้ ระหว่างที่สัมภาษณ์ มีเจ้าหน้าที่เทศกิจพยายามเดินดูและไล่ไม่ให้ลุงวิทยานั่งแกะสลักอยู่ตรงนั้น โดยอ้างเหตุผลว่าจะทำสกปรก แต่เจ้าตัวพยายามต่อรองขอนั่งทำต่อโดยบอกว่าจะทำความสะอาดให้ ซึ่งข้างตัวมีถุงใบหนึ่งไว้ใส่เศษไม้ที่แกะสลักเสร็จแล้วเพื่อนำไปทิ้ง รวมถึงกระปุกเล็กๆ ไว้คอยใส่ขี้บุหรี่หลังดูดเสร็จ
ขณะที่ สำเภา พงยะลา อายุ 54 ปี ชายอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่บริเวณริมกำแพงธรรมศาสตร์ เล่าว่า เดินทางมาจากเขตดอนเมือง กทม. มาขายของบริเวณนี้นานกว่า 7 ปีแล้ว ส่วนใหญ่จะมาเช้าไปเย็นกลับ แต่ช่วงนี้ขาเจ็บจึงอาศัยหลับนอนอยู่แถวท่าพระจันทร์มากว่าครึ่งเดือน เท่าที่ส่วนตัวทราบจากเพื่อนที่รัฐรับไปดูแลบางคนก็กลับมา แต่บางคนไม่เห็นกลับมาอีกเลย
ณรงค์ คงคํา รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์กองอำนวยการแก้ไขปัญหาคนเร่ร่อน คนไร้ที่พึ่งในพื้นที่สนามหลวง กล่าวว่า การดำเนินการแก้ปัญหานี้เริ่มมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 พ.ย. เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ภาคประชาสังคม ทหาร ตำรวจ จะเชิญคนเร่ร่อนที่สนามหลวงประมาณ 200 คน ไปยังจุดคัดกรองเพื่อดูแลเบื้องต้นรวมถึงแนะนำสิทธิด้านต่างๆ
จากนั้นนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา แพทย์ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันประเมินสภาพปัญหาความต้องการของแต่ละบุคคล หากพบว่ามีอาการป่วย วิกลจริตจะส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่ถ้าสร้างความเดือดร้อนทะเลาะวิวาทจะถูกดำเนินคดี
ส่วนกลุ่มผู้ที่มีศักยภาพพร้อมทำงาน กรมการจัดหางานหาจะช่วยประสานหางานให้ทำ หากประสงค์เดินทางกลับสู่ครอบครัวต่างจังหวัด ก็จะนำส่งตามขั้นตอนเพื่อให้ชุมชนดูแลต่อไป โดยรัฐจะคอยติดตามช่วยเหลือ แต่หากเป็นกลุ่มที่เข้ากฎหมายคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ไม่มีที่ไป จะถูกส่งไปดูแลเบื้องต้นที่บ้านมิตรไมตรี จากนั้นจะส่งต่อไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งซึ่งมี 11 แห่งทั่วประเทศ (กรุงเทพฯ 3 แห่ง ปทุมธานี 2 แห่ง นนทบุรี 1 แห่ง เป็นต้น) เพื่อเข้ารับการอบรมฟื้นฟูเพิ่มทักษะก่อนส่งกลับสู่ครอบครัว
ณรงค์ กล่าวว่า หากครอบครัวยังไม่ยอมรับ คนไร้ที่พึ่งพิงเหล่านี้จะถูกส่งไปยังนิคมสร้างตนเองที่มี 43 แห่งใน 35 จังหวัดทั่วประเทศ ที่ดังกล่าวคนเร่ร่อนจะได้ประกอบอาชีพเช่นเดียวเหมือนอยู่กับครอบครัว มีบ้านพักรวมถึงพื้นที่ประกอบอาชีพแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามศักยภาพของแต่ละบุคคล
ณรงค์ กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาคนเร่ร่อนนี้ในระยะเฉพาะกิจภายใน 2 สัปดาห์นี้ จะเร่งนำไปประเมินผลให้ทราบถึงสาเหตุว่าควรแก้ไขอย่างไร ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 22 คน และจะนำไปช่วยเหลือคนเร่ร่อนให้มีงานทำ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือพากลับสู่ครอบครัว ส่วนระยะยาวคาดว่าจะใช้โมเดลข้างต้นนี้ดังนั้นหากประชาชนพบคนเร่ร่อนต้องการให้หน่วยงานลงไปช่วยเหลือสามารถแจ้งมาที่สายด่วนศูนย์ประชาบดี 1300 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
สิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา หนึ่งในผู้ที่ทำงานด้านคนเร่ร่อนมานาน มองว่า แนวทางที่รัฐวางไว้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่กระบวนการดำเนินงานต้องทำให้มีความต่อเนื่อง นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและต้องแก้ปัญหาได้จริง เพราะมองว่าหลายครั้งนโยบายที่รัฐเคยปฏิบัติไม่ตอบโจทย์ เช่น การฝึกอาชีพต้องตอบโจทย์ทำให้คนที่จบออกมามีรายได้ต่อเนื่อง มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ แต่ความเป็นจริงคนเร่ร่อนที่เข้าไปอบรมต่างมีอายุมาก เวลาออกมาแม้จะมีทักษะแต่ผู้ประกอบการไม่รับเข้าทำงาน
สิทธิพล เล่าว่า พฤติกรรรมคนเร่ร่อนปกติหลังรับกินของตามโรงทานช่วงเช้า จากนั้นส่วนใหญ่จะกลับไปทำงานของแต่ละคน เช่น นั่งขายของ รับจ้างเข็นของ ก่อสร้าง เก็บขวดขาย ขณะที่เวลานอนจะกระจายไปตามจุดที่เคยนอนประจำเพื่อความปลอดภัย
ฉะนั้น มองว่ากิจกรรมที่สนามหลวงคนเหล่านี้ไม่ได้สร้างปัญหา หรือทำให้มีจำนวนคนเร่ร่อนเพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจัยกว่าที่จะมาเป็นคนเร่ร่อนได้ต้องมีเงื่อนไขหลายอย่าง อาทิ ปัญหาเรื่องรายได้ ความยากจน ข้อจำกัดทางร่างกาย และปัญหาครอบครัว
“คนเร่ร่อนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีการหารายได้ มีทักษะมุมมองด้านอาชีพที่เขาทำอยู่แล้ว เช่น ขายของ ฉะนั้นรัฐต้องพยายามเข้าไปดูแล ส่งเสริมทั้งเรื่องจ้างงาน เงินทุน หาพื้นที่ให้ทำได้จริง แต่ที่ผ่านมารัฐไม่ทำเรื่องเหล่านี้เลย ดูเสร็จก็ปล่อยลอยแพ ขาดการเชื่อมโยงเรื่องอาชีพ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ควรต้องทำให้เกิดได้จริง”นักวิชาการด้านคนเร่ร่อน ระบุ


