
‘ลด’ ของกู
สัปดาห์ที่ผ่านมา “กราบรถกู” กลายเป็นวลีเด็ดที่ดังสนั่นสังคม หลังจากพิธีกรหนุ่มชื่อดังได้ลากคอหนุ่มขี่จักรยานยนต์ลงมาจากรถ
โดย...ณศักต์ อัจจิมาธร
สัปดาห์ที่ผ่านมา “กราบรถกู” กลายเป็นวลีเด็ดที่ดังสนั่นสังคม หลังจากพิธีกรหนุ่มชื่อดังได้ลากคอหนุ่มขี่จักรยานยนต์ลงมาจากรถ ก่อนจะประเคนหมัดเข้าใส่และตะคอกให้กราบเก๋งแบรนด์หรูของเขาหลังจากเกิดเหตุเฉี่ยวชนกัน
น่าสนใจตรงที่ว่าผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกับพิธีกรหนุ่มคนนี้ ต่างก็ออกมาให้ความเห็นว่า เท่าที่ได้สัมผัสมา ก็ไม่เคยเห็นชายหนุ่มแสดงพฤติกรรมเดือดดาลขนาดนี้ออกมาให้เห็น แถมปกติแล้วชายหนุ่มจะเป็นคนสุภาพนอบน้อม
ซึ่งตรงกับฝั่งแม่ของหนุ่มขี่จักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ระบุว่า เมื่อแรกพบพิธีกรหนุ่มบนโรงพักนั้น เขาเข้ามาหาด้วยความสุภาพ แต่เมื่อเห็นคลิปวิดีโอนาทีที่เขาได้ทำร้ายลูกชายนั้น ก็ถึงกับรับไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าคนที่ดูสุภาพจะมีพฤติกรรมรุนแรงได้ขนาดนี้
ขณะที่พิธีกรหนุ่มเองยอมรับว่า เขาโมโหจนควันออกหูหลังจากที่ถูกจักรยานยนต์เฉี่ยวชนรถที่เขารักมาก และผู้ขับขี่จักรยานยนต์มีทีท่าจะขี่หนีไปโดยไม่รับผิดชอบ เขาบอกว่ารถยนต์คันนี้คือความฝันในชีวิตของเขา และ เขาก็ดูแลรักษามันมาเป็นอย่างดี การที่รถยนต์ที่เป็นความฝันซึ่งเขารักมากถูกชนจึงทำให้โมโหมาก
ใครบางคนแสดงความเห็นผ่านสังคมออนไลน์หลังจากได้ชมคลิปการให้สัมภาษณ์ของพิธีกรหนุ่มว่า ชายหนุ่มช่างตื้นเขินนักที่ยึดรถยนต์เป็นสรณะ แค่รถเสียหายเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ฟิวส์ขาด บันดาลโทสะได้ขนาดนี้
แต่เอาเข้าจริงในสังคมปัจจุบันผู้ที่นั่งหลังพวงมาลัยจำนวนไม่น้อยก็มีพฤติกรรมอย่างพิธีกรหนุ่มรายนี้ และมักปรากฏคลิปมาให้แชร์กันในสังคมออนไลน์อยู่เนืองๆ ตั้งแต่ขับรถปาด หน้าเอาคืนกันไปมา เปิดกระจกตะโกนด่า ไปจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ หรือควักอาวุธออกมาข่มขู่และทำร้ายกัน
เผลอๆ หลายคนที่ก่นด่าพิธีกรหนุ่มผ่านคีย์บอร์ด ก็อาจมีพฤติกรรมที่ไม่ต่างกันเมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัย
จะด้วยรู้ตัวหรือไม่ก็ตามแต่ เมื่อเข้ามานั่งภายในรถ ปิดประตู และขับมันออกไปบนท้องถนน หลายคนมักถูกภาวะ “รถของกู” เข้าครอบงำ...
จะขับไปทางไหน “รถของกู” ต้องได้ไปก่อน รถคนอื่นต้องรอ
ถ้าเบียดกัน “รถของกู” ต้องได้แทรกเข้าก่อน รถคนอื่นต้องหลบไป
คันหน้าขับช้าขวางทางต้องบีบแตร เปิดไฟสูงไล่ เพราะ “รถของกู” ต้องการจะไปเร็วๆ
จอดรถขวางคันอื่นก็ไม่เป็นไร เพราะ “รถของกู” ต้องได้ที่จอดที่สะดวกสบาย
แม้จะทำผิดกฎจราจร ฝ่าไฟแดง ขับเร็ว ก็เพราะ “รถของกู” ต้องรีบไปให้ถึงจุดหมาย
ฯลฯ
จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ใครหลายคนมักมีอัตตาล้นเหลือเกินปกติในยามขับรถไปบนท้องถนน ทั้งที่เมื่อเปิดประตูจากรถก็มีบุคลิกน่ารักน่าคบ แต่เมื่อก้าวขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ดูจะเข้าสู่ด้านมืดทันที
สิ่งที่น่าจะช่วยให้อัตตาไม่พุ่งทะยานจนเกินไปในยามขับรถ ก็คงอยู่ที่การเปลี่ยนจาก “รถของกู” เป็น “ลดของกู” หรือลดตัวกูของกูลง ลดความคิดที่ว่าเรานั่งอยู่ในรถส่วนตัวที่เป็นพื้นที่ของเราลง และคำนึงอยู่เสมอว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนที่ใช้ถนนสาธารณะร่วมกัน รวมทั้งคิดถึงคนอื่นซึ่งเป็นผู้ร่วมทางมากกว่าตัวของเราเอง
เมื่อต่างคนต่างทำให้ “รถของกู” กลายเป็น “ลดของกู” อย่างน้อยหากเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันบนท้องถนน ก็คงไม่ต้องถึงกับลงมือลงไม้ทำร้ายกัน หรือบังคับให้ใครบางคนไปกราบรถอีก







