
สหรัฐยุคใหม่ลดบทบาทตำรวจโลก เลิกมุ่งหน้าสู่เอเชีย...ไทยสบายตัว
นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา โลกเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว โลกตะวันตก อันหมายถึงอเมริกา ยุโรป
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา โลกเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว โลกตะวันตก อันหมายถึงอเมริกา ยุโรป แต่รวมถึง แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่นด้วย อ่อนกำลังลง เศรษฐกิจโตช้าหรือไม่โตเลย ประเทศเหล่านี้ขาดดุลการค้า ดุลการชำระเงิน และขาดดุลการคลัง มีหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนสูงท่วมท้น
สหรัฐกลายเป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก ยุโรปเป็นอันดับสอง ในขณะที่โลกตะวันออกกลับเจริญรุ่งเรือง ผงาดขึ้นมาในทางเศรษฐกิจ เติบโตเร็วมากติดต่อกันหลายทศวรรษ ได้เปรียบดุลการค้ากลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของโลก
ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและการเงินการคลังของโลกตะวันตก ทำให้นโยบายต่างประเทศในสมัยโอบามาต้องปรับตัวและยั้งคิดใหม่หลายต่อหลายครั้ง เราจะเห็นอเมริการีบเร่งในการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานและอิรัก พยายามจะไม่ถลำลึกเข้าไปรบด้วยกำลังทหารในลิเบีย ไม่กล้ารุกเข้าสู่ซีเรียแม้จะจับได้ว่าอัสซาดใช้อาวุธเคมี และต้องรอมชอมกับรัสเซียในปัญหาซีเรีย
นโยบายต่างประเทศตั้งแต่ต้นของโอบามานั้นพยายามจะ “หันทิศสู่เอเชีย” โดยเฉพาะหันมาคาน หรือมาทัดทานจีน คู่แข่งหรือคู่ปรับ “ตัวจริง” โอบามาเห็นว่าการต่อสู้กับจีน “ต่างหาก” จะกำหนดอนาคตของสหรัฐและโลกในอนาคต สหรัฐพยายามผละจากบริเวณที่ “ไม่สำคัญและไม่จำเป็นแล้ว” เช่น อัฟกานิสถาน อิรัก (รบชนะแล้ว) และตะวันออกกลาง (สหรัฐไม่ได้พึ่งน้ำมันจากบริเวณนี้แล้ว) และจะออมกำลังไม่รบไม่ขัดแย้งกับใครโดยไม่จำเป็น
นโยบายของฮิลลารี คลินตัน ก็เป็นไปในแนวเดียวกับโอบามา แต่จะทำให้ชัดเจนกว่าและหนักหน่วงกว่า
ชัยชนะยิ่งใหญ่ใครคาดไม่ถึง ของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้แผนการ “หันทิศ” มาสู่เอเชียน่าจะล้มลงไปเสียแล้ว ทรัมป์อาจจะทำสองอย่างนี้แทน คือ หนึ่ง จะลดบทบาทการต่างประเทศลงมากที่สุด หันมาสร้างอเมริกาเองให้แข็งแกร่งรุ่งเรืองขึ้น ลดภาระการเป็น “ตำรวจโลก” ลดบทบาทและงบประมาณ ลดฐานทัพ และกำลังทหารสหรัฐในต่างประเทศ รวมทั้งในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ หรือยุโรปลงให้มากที่สุด ทุ่มเทสรรพกำลังมาเยียวยาตนเองให้มากที่สุด สอง แต่ถ้าถูกยั่วยุ หรือท้าทาย และรุกล้ำ ก็อาจจะรีบใช้ความเด็ดขาดหุนหันพลันแล่น ตอบโต้ด้วยกำลังทหารอย่างหนักหน่วง เพราะในด้านการทหารนี้ เป็นอะไรที่สหรัฐยังได้เปรียบประเทศอื่นใดมากโข สหรัฐจะไม่อดทน ใช้การทูต จะไม่เยือกเย็น สุขุม รอบคอบ เหมือนโอบามาอีกแล้ว
ดังนั้น ในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์นี้ สหรัฐจะขัดแย้งกับจีนในเรื่องการค้าการลงทุนหรือการเงิน แต่จะไม่กดดันและประชันขันแข่งกับจีนในทางการต่างประเทศ ความมั่นคง และการทหาร จะไม่สนใจหรือทุ่มเทสร้างพันธมิตรเพื่อมาทัดทานหรือปิดล้อมจีน จะไม่สนใจกับการต่อต้านรัสเซียในยุโรปเท่าไหร่
หัวใจนโยบายต่างประเทศของสหรัฐจะยังอยู่กับการต่อสู้ขับเคี่ยวกับบรรดาพวกก่อเหตุรุนแรงหรือก่อเหตุร้ายชาวมุสลิม รวมทั้งไอเอสเป็นหลัก การขยับหรือผละตัวออกจาก “ตะวันออกกลาง” อาจยังทำไม่ได้
ประเทศไทยจะไม่ถูกกดดันให้ร่วมถ่วงดุลหรือต้านทานจีน เราจะอยู่สบายตัว สหรัฐจะยุ่งกับเราน้อยลง น่าจะเลกเชอร์เราน้อยลง การทำ TPP จะถูกยกเลิกไป สหรัฐในสมัยทรัมป์จะสนใจเอเชียและอาเซียนน้อยลง จะปล่อยให้อยู่กันเองและอยู่กับจีนเองมากขึ้น ซึ่งไทยก็ไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว ความที่เราเองไม่มีชายแดนและทะเลติดกับจีนด้วย ส่วนเวียดนามและญี่ปุ่นนั่นแหละที่จะถูกกระทบในทางลบจากการที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีมากที่สุด สหรัฐจะไม่สนใจหนุนหรือช่วยสองชาติอำนาจนี้ในความขัดแย้งทางทะเลที่มีกับจีน ส่วนฟิลิปปินส์นั้นจัดว่าโชคดี ได้ประธานาธิบดีดูเตอร์เตมาปรับท่าทีกับจีนไปแล้ว
อาเซียนจะสำคัญขึ้นในยุคทรัมป์ การถ่วงดุลกับจีน ถ้าจะมี ย่อมจะอาศัยอาเซียนมากขึ้น ญี่ปุ่น เวียดนาม ต้องลดการเผชิญหน้ากับจีน และพยายามอาศัยอาเซียนเป็นสะพานเชื่อมใจกับจีนมากขึ้น เกาหลีใต้จะยิ่งใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น และหากสหรัฐเกิดลดกำลังทหารในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ลง ญี่ปุ่นเองอาจจะต้องหันมาเป็นมิตรกับจีนมากขึ้น ในสภาวะที่อเมริกาไม่หันมาสู่เอเชียและอาจผละออกห่างขึ้นอีกด้วยซ้ำ จีนจะต้องหันมานุ่มนวลอ่อนโยนและสุภาพกับเอเชียด้วยกันให้มากขึ้น เราอาจมาถึงยุคที่เอเชียต้องอยู่กันเองมากขึ้น
ทรัมป์และอเมริกาจะไม่ส่งผลลบอะไรที่สำคัญกับไทย การมีทรัมป์ไม่มีผลเสียหายต่อไทย น่าจะดีกับไทยขึ้นด้วยซ้ำ แต่ในยามนี้ก็ต้องไม่ “โผ” เข้า “กอด” จีนอย่างน่าเกลียดเช่นกัน มิตรไมตรีที่มีกับอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ยังจะต้องรักษาให้ดี และเราจะต้องมีบทบาทที่เหมาะสมถูกต้องกับอาเซียนอยู่ต่อไป
สรุป ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ไทยน่าจะดีขึ้น สบายขึ้น อิสระขึ้น ในทางการต่างประเทศ แต่ต้องทำให้เป็น







