posttoday
มองหาธุรกิจใหม่ๆ

มองหาธุรกิจใหม่ๆ

12 พฤศจิกายน 2559

คนจำนวนไม่น้อยใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย มีรถแทบทุกยี่ห้อเต็มถนนในกรุงเทพฯ รถติดมากมาย สร้างถนนไม่ทันคนซื้อรถใหม่

โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง

คนจำนวนไม่น้อยใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย มีรถแทบทุกยี่ห้อเต็มถนนในกรุงเทพฯ รถติดมากมาย สร้างถนนไม่ทันคนซื้อรถใหม่ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์พุ่งถึง 1,700 จุด บริษัทของผมขายดีมาก ทำแทบไม่ทัน โรงงานขยายแล้วขยายอีก แค่ 4-5 ปี (พ.ศ. 2531-2536)

โรงงานของผมก็ขยายตัว 3-4 เท่า จนไม่มีที่ดินจะขยายต่อ ภวัฒน์และลูกๆ จึงศึกษาหาซื้อที่ดินเพื่อขยายธุรกิจ ที่ดินในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีราคาสูง ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้เอกชนขยายงานไปต่างจังหวัดมากขึ้น ลูกๆ จึงตั้ง บริษัท ไอ.พี.พี. (ไทยแลนด์) ขึ้น ซึ่งย่อมาจาก International Polymer Park โดยซื้อที่ดินใน จ.ระยอง แล้วพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมย่อมๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ และบริษัทร่วมทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ช่วงปี 2530-2537 เป็นช่วงที่ธุรกิจเลี้ยงกุ้งและผลิตถุงมือยางบูมมาก ราคากุ้งกิโลกรัมละ 400-500 บาท มีการเลี้ยงกุ้งทั้งบ้านทั้งเมือง ไม่เฉพาะจังหวัดติดริมทะเล แม้แต่พื้นที่ไกลจากทะเลเป็นร้อยกิโลเมตรยังขนน้ำทะเลไปเลี้ยงกุ้งกันเลย

3-4 ปีแรกทำกำไรกันได้ทั่วหน้า แต่หลังๆ ต่างพากับเจ๊งหมดตัวไม่น้อย เพราะราคาที่ถูกลงมากและโรคที่เกิดกับกุ้งทำให้มีกุ้งตายจำนวนมาก ลูกๆ ของผมสนใจทำธุรกิจผลิตถุงมือยาง ส่วนหนึ่งเพราะเราอยู่ในอุตสาหกรรมยางอยู่แล้ว และตลาดมีความต้องการสูงมาก เนื่องจากขณะนั้นข่าวการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ (AIDS) ที่สร้างความหวาดกลัวไปทั่วโลก ถึงขนาดรถตำรวจทุกคันในอเมริกาต้องมีถุงมือยาง ขณะที่เจ้าหน้าที่พยาบาล หมอฟัน และใครต่อใครที่มีโอกาสสัมผัสเลือด ต้องใช้ถุงมือยางกันหมด

ราคาถุงมือยางจากราคา 3-4 เหรียญสหรัฐ/ร้อยชิ้น ขยับราคาเพิ่มขึ้นเป็นราคา 5-7 เหรียญสหรัฐ และสูงสุดถึงกว่า 8 เหรียญสหรัฐ/ร้อยชิ้น จนมีคนพูดกันว่า “ทำครึ่งทิ้งครึ่งยังได้กำไรเลย”

นักธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมยางสนใจเข้าสู่ธุรกิจนี้กันมากมาย มีการสั่งซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศ ส่วนมากมาจากประเทศไต้หวัน และมักสั่งทีละ 2-3 เครื่อง บางรายสั่งเป็นโหล ทั้งที่เครื่องผลิตถุงมือมีราคาถึง 7-8 ล้านบาท/เครื่อง

ช่วงนั้นภวัฒน์ต้องเดินทางไปประเทศไต้หวันและมาเลเซีย เพื่อดูโรงงานผลิตเครื่องจักรผลิตถุงมือยางเกือบสิบโรงงาน และหาความรู้โดยเข้าอบรม เตรียมความพร้อมทำธุรกิจผลิตถุงมือยางอย่างเต็มที่ ส่วนการก่อสร้างโรงงานดำเนินการโดยขอวงเงินกู้จากธนาคาร ซึ่งในระหว่างกำลังตัดสินใจว่าจะซื้อเครื่องจักรจากบริษัทไหนดี ทางสภาอุตสาหกรรมยางได้จัดสัมมนาเรื่องการทำธุรกิจถุงมือยาง พร้อมทั้งเชิญภวัฒน์ในฐานะรองประธานฝ่ายวิชาการของสภาอุตสาหกรรมยางเป็นผู้บรรยายเรื่อง “การพิจารณาเลือกเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตถุงมือยาง” ในปลายปี 2531 (ค.ศ. 1988) ซึ่งคาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าฟังบรรยาย 200-300 คน แต่กลับมีคนเข้ามาฟังการบรรยายเกือบพันคน ทั้งที่ค่าอบรมสูงถึงคนละ 3,000 บาท และมีบริษัทมาออกบูธแสดงสินค้าอีกหลายสิบบริษัท

จนภวัฒน์บอกผมว่า “ธุรกิจทำถุงมือยางนั้นดี แต่มีเพื่อนร่วมธุรกิจมากเกินไป” ภวัฒน์จึงไม่ทำธุรกิจถุงมือยาง แต่หันมาทำธุรกิจพลาสติกแผ่นแทนในปี 2533

คนทำถุงมือยางส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ เลิกธุรกิจไปก็มาก แต่มีส่วนหนึ่งที่มุ่งมั่น ประกอบกับมีการเงินมั่นคง มีเทคโนโลยีที่ดี และมีตลาดดีทำให้ธุรกิจอยู่รอดมีกำไรแต่ไม่มากมายนัก เพราะราคาขายกลับมาอยู่ที่ 3-4 เหรียญสหรัฐ/ร้อยชิ้นเหมือนเดิม ขณะที่ตลาดมีมาตรฐานและต้องการสินค้าคุณภาพสูงขึ้นมาก

(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท