posttoday
American Exit (อาจจะ)

American Exit (อาจจะ)

11 พฤศจิกายน 2559

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล 

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล 

ขณะส่งบทความนี้ ผู้เขียนอยู่หน้าจอบีบีซีนิวส์ดูผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และดูเหมือนว่า คู่แข่งทั้งคู่จะมีคะแนนใกล้เคียงกันมาก แต่หากดูจากผลสำรวจคะแนนเสียงที่เรียกว่าเอ็กซิตโพลดูเหมือนวุฒิสมาชิก ฮิลลารี คลินตัน จะนำอยู่เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยุคนี้เป็นยุคประหลาด ตัวเลขสถิติเหล่านี้เชื่อถือได้น้อยลงมาก ไม่ว่าสังคมการเมืองหรือแม้แต่เศรษฐกิจ อารมณ์ของคนขยับขึ้นลงเป็นหลักด้วยโซเชียลมีเดียไม่ใช่สื่อหลัก สุดท้ายก็ต้องรอผลการนับคะแนนให้เสร็จจึงจะตัดสินได้

บทความครั้งนี้อยากเขียนบทความไม่รู้ผลของอารมณ์นี้ และลองดูว่าถ้าเราจับเฉพาะเรื่องอารมณ์ของผู้เลือกตั้ง ซึ่งผู้เขียนได้เขียนไว้ครั้งที่แล้วว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เหมือนจะได้รับการสนับสนุนไม่น้อย แม้ว่าวิธีการสื่อสารการเมือง บุคลิกภาพ นโยบายเศรษฐกิจ ดูแปลกประหลาดจากสิ่งที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปในการหาเสียงระดับโลกนี้ แต่ขอมองในมุมเฉพาะเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ ที่ถ้าพูดตามมาตรฐานคนเมืองของไทย อาจเรียกได้ว่า “ห่ามและห้าว” จนเกินรับ

วันนี้ สังคมเศรษฐกิจจะถูกขับดันด้วยแรงขับดันใหม่ที่อยากตั้งชื่อว่า “Emotional Force” หรือแรงขับดันทางความรู้สึก ซึ่งอยากแสดงความเห็นในมุมเศรษฐศาสตร์ ที่อาจเรียกง่ายๆ ว่า “เศรษฐศาสตร์แห่งความรู้สึก” ซึ่งหากทรัมป์ชนะจริงๆ คงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้แล้ว เช่นกรณีเดียวกับเบร็กซิต ความรู้สึกที่เริ่มส่งผลต่อการกระทำและการตัดสินใจของคนหมู่มากแม้กระทั่งเรื่องสำคัญขนาดนี้ คนเชื่อข้อมูลส่วนหนึ่ง แต่เชื่อความรู้สึกตัวเองเป็นหลัก ปัญหาคือ ความรู้สึกนี้จะวัดยังไงดี?

ถ้าตามอ่านข่าวละเอียด ทรัมป์ได้รับการยอมรับอย่างมากในนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจ นโยบายประชานิยม ไม่ว่าเรื่องผู้อพยพ เรื่องการสร้างงานให้คนอเมริกันในระดับชนชั้นแรงงาน (White Working Class) คนต่างจังหวัด ขณะเขียนนี้มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งนับคะแนนเสร็จแล้ว และทรัมป์ชนะคะแนน การยอมรับนี้ประหลาดอย่างหนึ่งคือ คนที่บอกว่าเลือกทรัมป์เพราะนโยบายเศรษฐกิจ ไม่เคยตอบได้เลยว่าทรัมป์จะทำยังไง? ในขณะที่ฮิลลารีพูดเรื่องเดียวกันและมีตัวเลข มีกระบวนการแก้ปัญหาที่ดูเป็นรูปธรรมมาก โดยเฉพาะเรื่องที่จะพยายามลดการเสียภาษีของบริษัทขนาดใหญ่ ที่สามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อนำมาใช้ในการวางโครงสร้างพื้นฐานให้คนอเมริกันทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ค่าครองชีพ ค่าแรง ทั้งสองจริงๆ ไปเรื่องเดียวกัน เศรษฐกิจเพื่อคนอเมริกันหมู่มาก แต่พูดคนละวิธี แต่ดูเหมือนว่าวิธีของทรัมป์จะกระชากใจคนมากกว่า

นักวิเคราะห์มองว่าการนำเสนอนโยบายแบบทรัมป์ย่อมได้ใจคนง่าย เพราะไม่ได้พูดบนข้อมูลและข้อจำกัดบางประการเมื่อปฏิบัติจริง แต่เราก็ไม่ควรดูถูกสังคมอเมริกัน ที่สร้างประเทศด้วยการเป็นสังคมประชาธิปไตยแบบเปิดเต็มที่ เขาย่อมมีความคิดที่ตกผลึกของตัวเองระดับหนึ่ง คำถามจึงมาอยู่ที่ว่าทำไม คนอเมริกันถึงเลือกฟังทรัมป์ อะไรอยู่เบื้องหลังสิ่งนี้?

เศรษฐกิจอเมริกาและยุโรปเผชิญช่วงเลวร้ายจากการล่มสลายของตลาดทุนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคล้ายๆ กัน ฟองสบู่ตลาดทุน อสังหาริมทรัพย์ หนี้สินสาธารณะ การล่มสลายของธุรกิจในภาคแท้จริง โรงงานปิด คนตกงาน คนที่ปรับตัวต่อกระแสเทคโนโลยีใหม่ซึ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมากไม่ทัน คนที่เข้าไม่ถึงผลประโยชน์ของโลกาภิวัตน์จำนวนมาก คนเหล่านี้ทางฝั่งอังกฤษเรียกว่า “ผู้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” (Left behind) ในขณะที่กลุ่มคนเล็กๆ ที่ตามทันหรืออยู่ในตลาดรองกลับสามารถเติบโตและทำกำไรได้ในแทบทุกสถานการณ์ ถูกพูดถึงมากเช่นกันในโลกทุนนิยมวันนี้ว่าการหนุนให้เกิดระบบเหล่านี้เกินพอดี ปกป้องกลไกทุกอย่างเกินพอดี และมีนโยบายเอื้อกลุ่มเหล่านี้เกินพอดี ทำให้เกิดการเสียสมดุลอย่างรุนแรง แม้กระทั่งผู้คุมกฎ (Regulator)

ในหลายประเทศยังถูกกดดันหนักว่าที่ผ่านมาในรอบหลายสิบปี ว่าทำเพื่อประโยชน์สังคมส่วนใหญ่จริงหรือไม่ ในแง่การออกกฎเกณฑ์ต่างๆ? ตัวอย่างหนึ่งในระหว่างเขียนนี้ ธนาคารใหญ่ในประเทศหนึ่งในยุโรปถูกกดดันมาตลอด 3 ปีจากธุรกิจขนาดเล็ก และการเมืองที่เกี่ยวข้องให้จ่ายค่าความเสียหายจากการเข้าไปปรับโครงสร้างธุรกิจขนาดกลางและเล็กอย่างเอาเปรียบ และถือโอกาสทำกำไรไปด้วยอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งธนาคารต้องชดใช้กว่า 400 ล้านปอนด์ และผู้บริหารระดับสูงได้ออกมาขออภัยต่อสังคมเรียบร้อย ไม่ต่างจากผู้ว่าธนาคารกลางของอังกฤษที่ถูกนักการเมืองกดดันเรื่องนโยบายดอกเบี้ยที่ดูเหมือนเอื้อให้ธุรกิจขนาดใหญ่ แม้จะสามารถเจรจากันได้และมีการต่ออายุให้อีกระยะก็ตาม

ความรู้สึกตลาดทุน ตลาดเงินระส่ำระสายเมื่อเกิดเบร็กซิต และหากทรัมป์ชนะจริง คงระส่ำทั้งโลกเหมือนกัน สิ่งนี้คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ไม่ว่าจะโดยธรรมชาติ หรือจากการเตือนจากอีกฝั่งตามกลยุทธ์การแข่งขัน ในเบร็กซิตเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายต้องการอยู่กับอียูยกมาเป็นเรื่องใหญ่ตลอดเวลาก่อนลงประชามติ แล้วลองดูผลลัพธ์ คนส่วนใหญ่ยอมเสี่ยงเลือกอีกทาง เรื่องนี้คงไม่ต่างกับผลการเลือกตั้งของอเมริกา ถ้าทรัมป์ชนะ คนส่วนใหญ่ของเขายอมเสี่ยง และทำไมต้องยอมเสี่ยง?

มันต้องมีอะไรอัดอั้นตันใจในระบบและเก็บมาอย่างยาวนาน และจะไม่มีอะไรอัดอั้นได้มากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ มันเป็นชีวิตคน ชีวิตครอบครัว รุ่นต่อรุ่น แต่ด้วยระบบของเขา เขาให้ระเบิดออกด้วยการเลือกตั้ง ให้คนเลือกและเสี่ยงกับทางเลือกนั้นเอง

ข้อคิดเห็นนี้มาจากการฟังคำสัมภาษณ์ของคนเล็กๆ ที่ต้องบอกว่าสื่อต่างชาติทำได้ดีเหลือเกิน เขาสนใจความเห็นคนตัวเล็กๆ ในทุกรูปแบบ และรวมๆ กันออกมา ทรัมป์มีสิทธิได้ลุ้น อย่าลืมว่าวันนี้คนตัวเล็กๆ สื่อสารกันง่ายและแบบใหม่ ไม่เหมือนเดิม   

เป็นบทเรียนส่วนหนึ่งให้ผู้ยิ่งใหญ่ที่บริหารเศรษฐกิจของประเทศนี้ในทุกระดับ จงเดินแต่พอดี สายกลางหาแก่นแท้ประเทศให้เจอ อย่า Over React ยิ่งเกี่ยวกับคนจำนวนมากกับเศรษฐกิจ คนไม่ได้เดินตามตัวหนังสือที่เขียนให้เดิน และต้องไม่ทิ้งความรู้สึกคนส่วนมาก อย่าให้ประชาชนรู้สึกถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากบางกลุ่ม บางนโยบาย ที่บางทีผู้เขียนยังตอบไม่ได้ว่า ทำแล้วคนส่วนใหญ่จะได้อะไร? พลังเศรษฐกิจ พลังการออกกฎหมายต่างๆ อาจอยู่กับคนกลุ่มหนึ่ง แต่พลังทางการเมืองจะอยู่กับประชาชนในท้ายที่สุดเสมอ ถ้าทรัมป์ชนะ แบบพลิกโผ เหมือนเบร็กซิต ทบทวนนโยบายเศรษฐกิจไทยใหม่บางเรื่องเถอะครับ คนไทยไม่ได้อยากใส่สูทเป็น so-call professional ทุกคน

เขียนนี่ไม่มีข้อมูลเลย ไม่ professional มีแต่ความรู้สึกว่า อยากให้ประเทศไทยเป็นทุนนิยมเพื่อคนส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท