
ตั้งรับให้เร็ว
โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอาจนับได้ว่าเป็นผู้นำคนใหม่ที่สร้างความปวดหัวให้กับทั่วโลกมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ เพราะแนวนโยบายหลักคือ “อเมริกามาก่อน” นั้น จะทำให้นโยบายทุกอย่างหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและการเมืองจะต้องอิงกับผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องดุลยภาพแห่งอำนาจและการเมืองระหว่างประเทศนั้น อาจตกเป็นเรื่องรอง
โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอาจนับได้ว่าเป็นผู้นำคนใหม่ที่สร้างความปวดหัวให้กับทั่วโลกมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ เพราะแนวนโยบายหลักคือ “อเมริกามาก่อน” นั้น จะทำให้นโยบายทุกอย่างหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและการเมืองจะต้องอิงกับผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องดุลยภาพแห่งอำนาจและการเมืองระหว่างประเทศนั้น อาจตกเป็นเรื่องรอง
สไตล์การบริหารประเทศที่เปลี่ยนไป โดยมีเรื่อง “ชาตินิยม” เป็นปัจจัยเกี่ยวข้องที่สำคัญนั้น จะทำให้มหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกอย่างสหรัฐ เข้าสู่ยุคสมัยแห่งการคาดเดาทิศทางต่างๆ ได้ยากกว่าที่ผ่านมา และจะทำให้แต่ละประเทศรับมือกับสหรัฐได้ยากกว่าเดิมเป็นพิเศษไปด้วยเช่นกัน
จึงไม่น่าแปลกใจหากผู้นำหลายประเทศ เช่น จีน และเกาหลีใต้ จะเลือกยกหูโทรศัพท์แสดงความยินดีกับทรัมป์โดยตรง แทนการส่งสาสน์แสดงความยินดีเหมือนปกติ เพื่อจะได้เช็กสัญญาณเบื้องต้นไปด้วยว่า ความสัมพันธ์กับสหรัฐจะมีแนวโน้มน่ากังวลหรือไม่ และขนาดไหน
ประเทศไทยอาจมีเดิมพันที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่พึ่งพิงสหรัฐมากกว่า แม้เราจะไม่ได้มีภัยคุกคามการเมืองระดับภูมิภาค อย่างเช่น เกาหลีเหนือ จนต้องพึ่งพิงสหรัฐ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะสามารถรอท่าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เห็นนโยบายการค้าและการทูตใหม่ๆ ของทรัมป์ออกมา
ปัจจุบันสหรัฐเป็นประเทศคู่ค้าที่เราส่งออกไปมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในสัดส่วนราว 8.9% (ม.ค.-ก.ย. 2559) เป็นรองจากจีนและญี่ปุ่น ขณะที่ทรัมป์มีนโยบายที่ทำให้ประเทศไทย รวมทั้งหลายประเทศนี้ค่อนข้างกังวล คือการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะกับประเทศจีนที่มีแนวโน้มที่ทรัมป์จะเจรจากำหนดเงื่อนไขการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจของจีน และส่งผลกระทบต่อมาถึงการส่งออกของไทยได้
แต่ในขณะเดียวกัน ทรัมป์เองก็มีนโยบายเศรษฐกิจที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเห็นว่าน่าจะส่งผลบวกต่อไทย โดยเฉพาะการยกเลิกตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือทีพีพี ที่ไทยยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก และมีเงื่อนไขในข้อตกลงหลายอย่างที่คนไทยหลายส่วนเกรงว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ หากทรัมป์ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวจริง ก็จะทำให้แผนการการค้า รวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศของไทยมีความคืบหน้ามากกว่าปัจจุบันได้
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายเศรษฐกิจอีกหลายอย่างที่รัฐบาลไทยและภาคเอกชนไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐที่จะส่งผลต่อการเงินทุนเคลื่อนย้ายของไทยและค่าเงินบาท โดยคาดว่าทรัมป์จะสามารถประกาศทิศทางนโยบายที่ชัดเจนได้ราวเดือน ม.ค. 2560
ในระหว่างนี้ รัฐบาลไทยและภาคเอกชนของไทยจึงควรทำงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามและวางแผนรับมือกับนโยบายของทรัมป์ที่ส่งทั้งผลดีและผลกระทบต่อไทยได้ เพื่อช่วยให้การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าไม่สะดุดหยุดลงจากการเปลี่ยนผู้นำใหม่ของสหรัฐครั้งนี้







