posttoday
'ทรัมป์'และสัมพันธ์อาเซียน

'ทรัมป์'และสัมพันธ์อาเซียน

11 พฤศจิกายน 2559

โดนัลด์ ทรัมป์ นักธุรกิจผู้ชูนโยบายประชานิยมสำหรับชาวอเมริกันคว้าชัยชนะเหนือ ฮิลลารี คลินตัน และขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 

โดนัลด์ ทรัมป์ นักธุรกิจผู้ชูนโยบายประชานิยมสำหรับชาวอเมริกันคว้าชัยชนะเหนือ ฮิลลารี คลินตัน และขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 

ในขณะนี้ที่ผมกำลังเขียนบทความอยู่นั้น ทรัมป์ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งไปแล้วอย่างน้อย 276 คะแนน โดยกวาดคะแนนจากรัฐสมรภูมิไปได้หลายแห่ง เช่น รัฐฟลอริดา นอร์ทแคโรไลนา โอไฮโอ และเพนซิลเวเนีย ชัยชนะของทรัมป์เป็นจุดสิ้นสุดของการเลือกตั้งที่พลิกผันไปมาอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากวาทะอันดุเดือดของทรัมป์และข่าวฉาวของฮิลลารี กรณีการใช้เซิร์ฟเวอร์อีเมลส่วนตัว

ผมมองว่าอเมริกาได้สัมผัส “ช่วงเวลาแบบดูเตอร์เต” ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ผู้มีบุคลิกโดดเด่น แต่เป็นนักประชานิยมที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับกลไกการบริหารประเทศเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนทุกสิ่งที่เรารู้จักเกี่ยวกับประเด็นด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้งดูเหมือนว่าการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นมาเมื่อครั้งอังกฤษลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต ได้เกิดขึ้นแล้วในอเมริกา

ผมคิดว่าหลังทรัมป์ได้รับชัยชนะคงมีบทวิเคราะห์ต่างๆ ออกมาอีกมากมาย แต่ผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากการขึ้นเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์ ยังคงเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถล่วงรู้ได้อยู่ดี เนื่องจากทรัมป์ไม่สามารถคาดเดาได้ 

อย่างไรก็ดี ทรัมป์สามารถครองใจชาวอเมริกันผิวขาวที่เป็นชนชั้นแรงงานและชาวอเมริกันในแถบชนบทได้ โดยในอเมริกานั้นมีผู้คนมากมายที่ถูกทอดทิ้ง หรือกลายเป็นคนชายขอบจากสังคมอเมริกันที่เปลี่ยนไปช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งหลายคนมองว่าชีวิตและชุมชนของพวกเขาถูกทำลายด้วยการค้าเสรีและการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ซึ่งนโยบายของทรัมป์มุ่งไปในทิศทางแบบอนุรักษนิยม และกลับไปสู่สิ่งที่เป็นค่านิยมดั้งเดิมของอเมริกัน คือความเป็นคริสเตียน ชนผิวขาว และภาวะที่ผู้ชายเป็นใหญ่

แล้วสิ่งนี้มีความหมายอย่างไรต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คุ้นเคยกับบทบาททางการทหารและทางการเมืองของสหรัฐในภูมิภาค รวมถึงสถานะประเทศผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุด การเข้ามาของทรัมป์จะทำให้บทบาทเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป

ผมคาดว่าประเทศอาเซียนจะต้อง “จ่าย” ราคาของสันติภาพที่สหรัฐมอบให้เรา แน่นอนว่า เราควรลืมนโยบายปักหมุดเอเชียของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ไป ที่มุ่งสร้างความสัมพันธ์กับประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก และความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) อาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อพิจารณาจากนโยบายชาตินิยมและความต้องการปกป้องการค้าของทรัมป์

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่จีนกำลังมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เห็นได้จากดูเตอร์เตที่เปลี่ยนท่าทีมุ่งเป็นมิตรกับจีนมากยิ่งขึ้น

ท่าทีของอเมริกาที่มีต่อจีนและรัสเซียนั้นยังคงคาดเดาไม่ได้ โดยสถานการณ์ต่างๆ อาจไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากทรัมป์อาจพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและประเทศทั้งสอง แทนที่จะเลือกตัดสายสัมพันธ์ก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อเมริกาอาจเลือกหันหลังให้กับแนวคิดแบบโลกาภิวัตน์แทน

คำถามคือเมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น ใครจะสามารถควบคุมทรัมป์ได้ และนั่นเป็นสิ่งที่เราไม่อาจรู้ได้เลย

แม้จีนและรัสเซียจะแสดงความยินดีต่อชัยชนะของทรัมป์ แต่ในระยะยาวแล้ว ความคาดเดาไม่ได้ของทรัมป์อาจทำให้หลายอย่างยากลำบากยิ่งขึ้นสำหรับทั้งสองประเทศ

วิสัยทัศน์ในการสร้างความแข็งแกร่งให้อเมริกาจะเปลี่ยนแปลงความเป็นไปบนโลก เนื่องจากสหรัฐจะค่อยๆ ถอยออกมาจากบทบาทตำรวจโลกและผู้เผยแพร่ความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น

แม้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในสหรัฐและภูมิภาคอาเซียนเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท