posttoday
รีพับลิกันรวบคองเกรส กรุยทางทรัมป์ดันแผนศก.

รีพับลิกันรวบคองเกรส กรุยทางทรัมป์ดันแผนศก.

11 พฤศจิกายน 2559

โดยปกติแล้วการเมืองสหรัฐมักจะอยู่ภายใต้ระบบตรวจสอบและถ่วงดุล หากเลือกประธานาธิบดีจากพรรค 1

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดยปกติแล้วการเมืองสหรัฐมักจะอยู่ภายใต้ระบบตรวจสอบและถ่วงดุล หากเลือกประธานาธิบดีจากพรรค 1 ก็จะไม่ปล่อยให้สภาคองเกรสอยู่ภายใต้ทิศทางเบ็ดเสร็จของพรรค 1 เหมือนกัน แต่จะให้สภาผู้แทนราษฎร และ/หรือวุฒิสภาเป็นของพรรค 2 เพื่อให้การทำงานระหว่าง “ฝ่ายบริหาร” และ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” มีความสมดุลขึ้น เพราะอำนาจของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ยังหมายถึงสมดุลอำนาจของ “ฝ่ายตุลาการ” ในคณะตุลาการศาลสูงสุด ที่มีอำนาจชี้เป็นตายนโยบายและกฎหมายต่างๆ ในประเทศด้วย

ชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี นับตั้งแต่พรรครีพับลิกันเคยทำได้ในปี 2005-2007 ยุคของอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มงานกันว่า อาจเป็นการกรุยทางให้ทรัมป์สามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ตามที่เคยหาเสียงเอาไว้ได้ง่ายขึ้น

ในด้านเศรษฐกิจนั้น แม้สหรัฐจะมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนคาดว่าน่าจะสามารถทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้หลังจากนี้ แต่โดย
พื้นฐานแล้วต้องไม่ลืมว่ายังมีปัญหาใหญ่ที่มีผลกระทบต่อทั่วโลกอีกหลายเรื่อง

ปัญหาใหญ่อันดับแรกที่เคยเป็นข่าวเขย่าโลกจากวิกฤตหน้าผาทางการคลังมาแล้วก็คือ “การขาดดุลงบประมาณมหาศาล” หลังสิ้นสุดปีงบประมาณ 2016 ซึ่งผ่านไป ณ สิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐขยายตัวขึ้นไปอยู่ที่ 5.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 20.6 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 3.2% ของจีดีพีประเทศ เพิ่มขึ้นมาจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 2.5% หรือ 4.38 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 15.3 ล้านล้านบาท)

แม้การครองเสียงเบ็ดเสร็จในสภาคองเกรสอาจช่วยให้รัฐบาลของทรัมป์ไม่ต้องเจอปัญหาในการขออนุมัติขยายเพดานการก่อหนี้เพิ่ม เหมือนที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เผชิญมาก่อนหน้านี้ และทำให้ตลาดทุนปั่นป่วนไปทั่วโลก แต่ปัญหาหลักๆ ในเรื่องบประมาณของทรัมป์ คือ นอกจากจะไม่มีแผนลดงบขาดดุลแล้ว ยังมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีกมากจากนโยบายลดภาษีคนรวย ที่คาดว่าจะเพิ่มภาระให้ประเทศถึง 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 250 ล้านล้านบาท) ใน 10 ปี ซึ่งจะยิ่งทำให้ภาวะงบประมาณขาดดุลที่เรื้อรังยิ่งรุนแรงขึ้นอีก และเสี่ยงต่อการทบทวนอันดับเครดิตของประเทศตามมา

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เคยระบุในการหาเสียงก่อนหน้านี้ไว้แล้วว่า ไม่ห่วงเรื่องการขาดดุลงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้นจากแผนการลดภาษีเท่าไรนัก เพราะเชื่อว่าภาคเอกชนจะสามารถนำส่วนต่างผลประโยชน์ที่ได้รับไปลงทุนและจ้างงานเพิ่ม ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแกร่งได้

ยิ่งมีเสียงในสภาคองเกรสช่วยหนุน ทรัมป์จะลดแรงกดดันในการขอเพิ่มงบประมาณขาดดุลโดยเพิ่มงบประมาณรายจ่ายและการลงทุนของภาครัฐ เพื่อนำงบไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเหมือนในหลายประเทศฝั่งเอเชียได้ แม้ว่าสหรัฐจะไม่ได้มีความยืดหยุ่นทางการคลังมากพอเมื่อเทียบกับฝั่งเอเชียก็ตาม ซึ่งต่างจากยุคของรัฐบาลโอบามาในยุคหลังที่ประสบปัญหาในการขอก่อหนี้เพิ่มมาตลอด เนื่องจากพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาล่าง

ขณะเดียวกันแนวโน้มการก่อหนี้เพิ่มของทรัมป์เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศครั้งใหญ่ โดยมีแผนก่อหนี้มากกว่าฮิลลารี คลินตัน ถึง 2 เท่า อยู่ที่ราว 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17.5 ล้านล้านบาท) เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ก็ยังมองแตกไปในอีกมุมถึง “จีน” ที่เป็นเจ้าหนี้เบอร์ 1 ของสหรัฐด้วยเช่นกัน เพราะทุกวันนี้ หนี้ของสหรัฐก็คือหนี้ของโลกไปด้วย ที่ถือครองผ่านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในสัดส่วนราว 32.5% (ที่เหลือคือเอกชนและบุคคลอเมริกัน) การที่สหรัฐมีทิศทางเป็นศัตรูทางการค้าอย่างชัดเจนกับเจ้าหนี้ต่างชาติเบอร์ 1 อย่างจีน ที่ถือบอนด์อยู่ 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 45.7 ล้านล้านบาท) นั้น จึงถูกจับตามองว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในทางปฏิบัติจริง

ทิศทางเช่นนี้นี่เองที่ทำให้เมื่อลดความตื่นตระหนกลงแล้วจะเห็นว่าในวิกฤตของทรัมป์ที่จะใช้นโยบายปกป้องการค้า ใช้ความเป็นประเทศใหญ่บีบเจรจาการค้าแบบทวิภาคีแทนที่กรอบพหุภาคี ไปจนถึงยกเลิกนโยบายโอบามาแคร์ แต่ก็ยังมีภาคส่วนที่จะได้ประโยชน์อยู่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอเมริกันที่จะได้ประโยชน์ด้านภาษี หรือธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์และการก่อสร้างที่จะได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างงานและเร่งปั้นตัวเลขจีดีพีตามนโยบายของทรัมป์

ทั้งนี้ เรื่องเศรษฐกิจสำคัญอีกด้านที่จะกระทบต่อโลกทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วยก็คือ การแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารกลาง (เฟด) คนต่อไปต่อจาก เจเน็ต เยลเลน ที่จะหมดวาระในต้นปี 2018

ในเชิงหลักการนั้นเฟดมีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินโดยไม่ขึ้นกับรัฐบาล ทว่าตลอดช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์ได้โจมตีเยลเลน ซึ่งเป็นผู้ว่าการเฟดที่โอบามาเป็นคนแต่งตั้งว่า ดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำมานานเกินกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อช่วยสนับสนุนรัฐบาลโอบามา ทั้งที่เคยส่งสัญญาณเอาไว้ตั้งแต่ปลายปี 2015 ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ราว 4 ครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นจริงตามที่คาดการณ์และเหลือโอกาสเพียงครั้งเดียวในการประชุมรอบสุดท้ายของปีเดือน ธ.ค.นี้เท่านั้น หลายฝ่ายจึงจับตามองไปถึงการแต่งตั้งผู้ว่าการเฟดคนใหม่ ที่น่าจะมีส่วนช่วยรับไม้สนับสนุนรัฐบาลใหม่ของทรัมป์ในทางใดทางหนึ่งเช่นกัน

ทิศทางเศรษฐกิจในรัฐบาลทรัมป์และรีพับลิกันครองสภา จึงเป็นสิ่งที่ยังต้องจับตาด้วยความใกล้ชิดและลุ้นว่าอเมริกาเฟิสต์ของทรัมป์จะดันเศรษฐกิจสหรัฐได้จริงตามที่ประเทศเดิมพันไว้บนความแตกแยกในขณะนี้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท