
โรคสมองเสื่อมกับสังคมสูงอายุ (Dementia and aging society)
โดย...นพ.สุรัตน์ ตันประเวช
โดย...นพ.สุรัตน์ ตันประเวช
สังคมสูงอายุกำลังเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องเผชิญและเตรียมรับมือให้พร้อม โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพ ในปี 2016 ร้อยละ 11% ของประชากรไทย (หรือราว 7.5 ล้านคน) มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 65 ปี เมื่อเทียบกับปี 1995 ซึ่งมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น และคาดการณ์ว่าในปี 2040 จะเพิ่มปริมาณผู้สูงอายุอีกมากกว่าเท่าตัว (ประมาณ 17 ล้านคน)
สาเหตุของสัดส่วนวัยที่เป็นเช่นนี้ มีผลมาจากอดีตที่มีอัตราการเกิดที่มากขึ้นในยุค Baby bloomer ซึ่งเข้าสู่วัยชราในช่วงนี้และอัตราการเกิดที่ลดลงในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีผลจากการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นเนื่องจากระบบสาธารณสุขและระบบสุขภาพที่ดีขึ้น
โรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุมีความสำคัญ โดยโรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อยเป็นลำดับต้นๆ และมีผลกระทบต่อทั้งตัวผู้ป่วยเอง ผู้ดูแล นอกจากนี้ยังมีผลด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย
จากการประมาณการพบว่า อัตราการเกิดโรคสมองเสื่อมมีประมาณร้อยละ 10 ในประชากรอายุมากกว่า 60 ปี และมากกว่าร้อยละ 30 ในประชากรอายุมากกว่า 80 ปี โรคสมองเสื่อมที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ ตามมาด้วยโรคสมองเสื่อมจากหลอดเลือดสมอง
โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการหลงลืมง่าย เช่น ลืมสิ่งที่ทำไปแล้ว (เช่น ลืมว่าพูดอะไรไปแล้ว ลืมว่าทานอาหารไปแล้ว) ลืมกิจกรรมที่เคยทำได้ (เช่น การทำอาหาร การทอนเงิน) และเมื่อการดำเนินของโรคเป็นมากขึ้นก็จะทำให้มีอาการอื่นๆ ทางสมองตามมา ได้แก่ อาการผิดปกติทางการใช้ภาษา (พูดไม่ถูก พูดตะกุกตะกัก) การคิดและการวางแผนผิดปกติ และมีปัญหาทางพฤติกรรม เช่น ก้าวร้าว ซึมเศร้า เห็นภาพหลอน เป็นต้น
ในระยะท้ายของโรคผู้ป่วยจะสูญเสียการทำงานของร่างกาย ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยที่ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเสียชีวิต ได้แก่ การติดเชื้อแทรกซ้อน และการเกิดโรคร่วม
แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนามากขึ้น แต่ยังไม่มียาที่ใช้รักษาโรคสมองเสื่อมให้หายได้ ดังนั้นการรักษาในปัจจุบันยังเน้นไปที่การรักษาตามอาการและชะลอการดำเนินของโรค การรักษาโรคสมองเสื่อม ถือเป็นการรักษาที่มีรายจ่ายสูง โดยจากการคำนวณค่าใช้จ่ายในสหรัฐ พบว่าค่าใช้จ่ายต่อผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ 1 ราย คิดเป็นเงิน 22,206 เหรียญสหรัฐต่อปี ดังนั้น การค้นหาและป้องกันปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคและการส่งเสริมปัจจัยในการป้องกันโรคจึงเป็นกุญแจที่สำคัญ
หากเราต้องการลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งปอด คำตอบง่ายๆ ก็คือการงดการสูบบุหรี่ หากต้องการการลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ วิธีง่ายๆ ก็คือลดปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดแข็งตัว และการออกกำลังกาย
แต่สำหรับโรคสมองเสื่อมยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนมากนัก สิ่งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงมากที่สุดคือ อายุ แต่นั่นก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คำที่ได้ยินกันบ่อยๆ ได้แก่ การออกกำลังกาย การทานอาหารที่เป็นประโยชน์ จะช่วยทำให้การเกิดโรคสมองเสื่อมลดลง ซึ่งก็ต้องการงานวิจัยที่รองรับมากกว่านี้
นอกจากการใช้ยาและการรักษาทางการแพทย์ ส่วนที่มีความจำเป็นสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมอีกส่วนหนึ่งคือ ผู้ดูแล (Caregivers) และสถานที่ดูแล (Home Care) สำหรับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม บางครอบครัวอาจมีญาติเป็นผู้ดูแล และอาจดูแลที่บ้าน แต่ในบางครอบครัวต้องจ้างผู้ดูแล หรืออาจต้องการสถานที่พักอาศัยสำหรับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม โดยเฉพาะในกรณีที่การดูแลผู้ป่วยเริ่มมีความซับซ้อนขึ้น
ในประเทศไทยมีการจัดตั้งสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม (The Alzheimer’s Disease and Related Disorders Association, ARDA) ตั้งแต่ ปี 2541 โดยให้ความช่วยเหลือในการให้คำแนะนำในเรื่องการดูแลผู้ป่วยในเรื่องต่างๆ
ปัญหาหนึ่งสำหรับการดูแลผู้ป่วยในปัจจุบัน ได้แก่ การขาดผู้ดูแลผู้ป่วย ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ การขาดการประสานงานกันระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างไม่มีความรู้เรื่องโรคสมองเสื่อมเพียงพอ ขาดผู้รับจ้างชาวไทย (ทำให้ต้องว่าจ้างผู้รับจ้างจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา)
ในต่างประเทศมีการจัดตั้งองค์กรในการให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้ดูแลผู้ป่วย (เช่น Caregiver Action Network, CAN) ทำให้มีระบบในการพัฒนามาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยมากขึ้น ซึ่งในประเทศไทยหากได้มีการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ดูแลโรคสมองเสื่อม และมีการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบก็จะทำให้ลดปัญหาดังกล่าวได้
ในประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตราของผู้สูงอายุสูง (เช่น ญี่ปุ่นและแถบยุโรป) รัฐบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงตามขึ้นไปด้วย ทำให้ผู้สูงอายุทั้งที่เป็นโรคหรือไม่เป็นโรคบางส่วน ได้เดินทางเพื่อไปพำนักรักษาตัวระยะยาวยังประเทศที่มีระบบสุขภาพและการรักษาที่ดีในราคาที่ไม่สูง
บางจังหวัดในไทย เช่น เชียงใหม่ เป็นหมุดหมายในการพำนักระยะยาวของผู้สูงอายุชาวต่างชาติ โดยจะเห็นได้ว่ามีการดำเนินการศูนย์ที่เน้นการดูแลผู้สูงอายุชาวต่างชาติขึ้น จากการรายงานข่าวของ BBC news เรื่อง “Exporting grandma to care homes aboard” ในปี 2014 ว่าค่าครองชีพที่ถูกทำให้สามารถจ้างผู้ดูแลและมีสถานที่ที่เอื้ออำนวยในราคาที่หาไม่ได้จากประเทศตนเอง
ส่วนสำคัญที่ทำให้เชียงใหม่ได้รับความนิยม นอกจากค่าครองชีพที่ถูก มาตรฐานการรักษาที่ดีแล้ว ยังมีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ธรรมชาติและเป็นมิตรอีกด้วย นอกจากนี้ เชียงใหม่ยังมีโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการรักษาโรคเฉพาะทางในผู้สูงอายุ อย่างเช่น ศูนย์เวชศาสตร์สูงอายุ (Geriatric Medical Center, GMC) หรือที่กำลังจะเปิดให้ดำเนินการ ได้แก่ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long term care) ที่ดำเนินการโดย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำให้การสร้างเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุทั้งในและต่างประเทศมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้แล้ว การเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางสังคมและการพัฒนาเมือง (Aged friendly cities) ก็จะทำให้การใช้ชีวิตในเมืองของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยสมองเสื่อมสะดวกมากขึ้น โดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) ได้แนะนำสิ่งต่างๆ ที่เมืองควรจะมีเพื่อให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ อาทิ ป้ายบอกทางและป้ายให้ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่และเข้าใจง่าย อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุตามสถานที่สำคัญ ถนนและทางเดินเท้าที่เดินสะดวกและไม่เสี่ยงต่อการหกล้ม การมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า ในอีกไม่นานนักเราก็จะเผชิญกับสังคมสูงวัย ซึ่งเราคงต้องช่วยกันในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งไม่ใช่เพื่อสังคม ญาติของเรา แต่เป็นการเตรียมการเพื่อตัวเราเองในอนาคตด้วย







