posttoday
ความยากง่ายในการทำธุรกิจ

ความยากง่ายในการทำธุรกิจ

10 พฤศจิกายน 2559

สัปดาห์ที่แล้วมีการประชุมคณะกรรมการการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทย โดยมีรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเป็นประธาน ผู้เข้าประชุมมีทั้งตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน วาระสำคัญคือเรื่องที่เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงานการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจสำหรับปี 2017 ของ 190 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 46 สูงขึ้น 3 อันดับ จากปีก่อนที่อยู่ที่ 49

สัปดาห์ที่แล้วมีการประชุมคณะกรรมการการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทย โดยมีรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเป็นประธาน ผู้เข้าประชุมมีทั้งตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน วาระสำคัญคือเรื่องที่เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงานการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจสำหรับปี 2017 ของ 190 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 46 สูงขึ้น 3 อันดับ จากปีก่อนที่อยู่ที่ 49

ในปีนี้ นิวซีแลนด์ได้แซงหน้าสิงคโปร์ขึ้นเป็นอันดับ 1 ส่วนประเทศในเอเชียที่อยู่ในอันดับรองๆ ลงไปก็มีฮ่องกงอันดับ 4 เกาหลีใต้ อันดับ 5 และไต้หวัน อันดับ 11 ผมเห็นความห่างระหว่างอันดับของประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้กับของเราแล้วก็ใจหาย จึงรีบค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า จีนอยู่ที่ 78 เวียดนาม 82 อินโดนีเซีย 91 และฟิลิปปินส์ 99 จึงรู้สึกใจชื้นขึ้น อย่างน้อยเราก็อยู่ในระดับกลางๆ ในหมู่ประเทศในเอเชียด้วยกัน

รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า การขยับขึ้นมา 3 อันดับยังถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าพอใจนัก ที่จริงปัญหาหลายๆ อย่างเราได้แก้ไขไปแล้ว แต่การสื่อความเป็นภาษาอังกฤษไปให้ถึงผู้ที่รับผิดชอบในธนาคารโลกยังมีปัญหา ที่ประชุมตั้งเป้าว่าปีหน้าไทยจะต้องเป็น 1 ใน 30 อันดับแรกให้ได้ ซึ่งฟังผิวเผินอาจเป็นความทะเยอทะยานเกินตัว แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำให้ได้ เชื่อว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรง เพราะเราทราบว่าจุดอ่อนจุดแข็งอยู่ตรงไหน และเรามีเวลาถึงเดือน พ.ค. ปีหน้า ในการเตรียมตัวก่อนจะมีการประเมินอีกครั้งหนึ่ง

รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า เราจะจ้างธนาคารโลกมาเป็นที่ปรึกษาจะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด เราจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาว่าประเทศที่ได้ที่ 1 ในแต่ละหัวข้อเขาทำอย่างไร จะได้ทำตาม ที่ประชุมมอบหมายให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. เป็นผู้รับผิดชอบติดตามในแต่ละด้าน และรองนายกรัฐมนตรีจะเรียกประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าเป็นระยะ เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. ปีหน้า

ผมฟังรองนายกรัฐมนตรีแล้วรู้สึกประทับใจมาก เป็นวิธีการทำงานที่ผมอยากเห็นผู้ที่รับผิดชอบในระดับสูงทุกคนเอาเป็นเยี่ยงอย่าง การแก้ปัญหาในเชิงรุกและยึดผลสำเร็จเป็นที่ตั้งน่าจะช่วยให้ทำตามสัญญาได้อย่างแน่นอน คือปีหน้าไทยจะอยู่ใน 30 อันดับแรก

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง ทำให้ทราบว่าก่อนเกิดรัฐประหารอันดับของไทยขึ้นๆ ลงๆ ระหว่าง 12-20 ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี ความประทับใจของผมจึงลดลงไปบ้าง แต่ไม่ทั้งหมดเลยทีเดียว อย่างน้อยก็ยังเห็นความพยายามในการไต่อันดับกลับขึ้นไปบางส่วน แทนที่จะปล่อยเลยตามเลยตามยถากรรม และที่สำคัญต้องยอมรับว่าผมไม่แน่ใจว่ารัฐประหารมีผลกระทบต่อการจัดอันดับของธนาคารโลกหรือไม่ อย่างไร

ที่น่าเสียดายคือ มีแต่การพูดถึงอันดับสำหรับปี 2017 ที่ดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเปรียบกับปีก่อน แต่ไม่มีการพูดถึงประเด็นที่ในช่วง 2-3 ปีหลัง อันดับของไทยต่ำกว่าที่เคยเป็นเป็นอันมาก ทำให้คนทั่วไป รวมทั้งตัวผมเองไม่ทราบตื้นลึกหนาบาง และมองไม่เห็นภาพที่แท้จริงเท่าที่ควร

หากรัฐประหารไม่เกี่ยว และการที่ไทยถูกจัดอันดับแย่ลงมากเกิดจากการที่ระบบภายในของเราถอยหลังเข้าคลอง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่เคยถูกจัดอันดับต่ำกว่าเรามุ่งมั่นในการก้าวเดินไปข้างหน้า ก็ต้องถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เราจะต้องพยายามแก้ไขให้สะเด็ดน้ำ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงเพียงเปลือกนอกเพื่อให้ภาพดูดีขึ้น เช่น อาจจะไม่เพียงตั้งเป้าปีหน้าเป็น 1 ใน 30 แต่อาจต้องมีเป้าหมายต่อเนื่องเป็น 1 ใน 20 ในปีต่อไป และหลังจากนั้นอันดับของเราจะต้องเป็นเลขหลักเดียว เป็นต้น

ก่อนจะวิเคราะห์ต่อไป ผมขอปูพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้เล็กน้อย ธนาคารโลกเริ่มศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2003 ผลปรากฏว่าการจัดอันดับของธนาคารโลกเป็นที่นิยมและถูกนำไปใช้อ้างอิงอย่างแพร่หลาย รวมทั้งกล่าวกันว่าเป็นแรงกดดันให้เกิดการปฏิรูปในหลายประเทศ ตลอดจนถูกนำไปใช้ในการออกแบบกฎหมายธุรกิจของประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ

อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกยอมรับว่าไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของอันดับต่างๆ เหล่านี้อย่างสมบูรณ์ เพราะอาจจะมีความคลาดเคลื่อนในหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องตัวแปรและน้ำหนักที่ให้ตัวแปรแต่ละตัว นอกจากนี้ ยังมีคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีแรงกดดันจากภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น เรื่องความยากง่ายในการเลิกจ้างพนักงาน กลุ่มสหภาพแรงงานประท้วงว่าตัวแปรนี้ไม่ให้ความเป็นธรรมกับแรงงาน ในที่สุดธนาคารโลกก็ตัดสินใจเอาตัวแปรนี้ออกจากสูตรคำนวณ

มีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดอันดับนี้อีกประเภทหนึ่ง กลุ่มนี้คิดว่าธนาคารโลกน่าจะโฟกัสเฉพาะเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน และการแก้ปัญหาความยากจนพื้นฐาน กลุ่มนี้ระแวงว่าเป้าหมายทางธุรกิจกับเป้าหมายด้านสังคมอาจจะไม่สอดคล้องกัน

แม้ว่าการจัดอันดับในลักษณะนี้อาจจะมีจุดอ่อนที่แก้ไม่ตกอยู่หลายประการ แต่จุดแข็งก็มีไม่น้อย นอกจากจะสะท้อนประสิทธิภาพของระบบราชการในส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจแล้ว ความยากง่ายในการทำธุรกิจยังมักจะมีความสัมพันธ์กับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นและขนาดของเศรษฐกิจใต้ดินด้วย อันดับยิ่งต่ำ ความโปร่งใสก็มักจะยิ่งมีน้อย ช่วยให้ทุจริตคอร์รัปชั่นและเศรษฐกิจใต้ดินเบ่งบาน สำหรับประเทศไทย ผมอยากให้รัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มาก การที่อันดับของเราแย่ลงมากหลังรัฐประหาร อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่า การขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ที่รัฐบาลยืนยันมาตลอดว่ามีความสำคัญสูงมากอาจจะยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร

รัฐบาลควรถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำให้อันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของเราอย่างน้อยก็กลับไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับเดิมก่อนจะมีรัฐประหารให้จงได้ เพื่อที่จะได้ไม่ถูกกล่าวหาในภายหลังว่ารัฐประหารทำให้เสียบรรยากาศทางธุรกิจและเสียโอกาสทางเศรษฐกิจโดยเปล่าประโยชน์ รากเหง้าของปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นยังไม่หายไปไหน ยังไม่ถูกขุดถูกถอนออกไปแต่ประการใด

ผมเชื่อตามรองนายกรัฐมนตรีว่าการไต่อันดับไม่ใช่เรื่องยาก ประเทศอื่นที่ทำสำเร็จก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างหลายประเทศ ทั้งในเอเชียและยุโรป เช่น เกาหลีใต้เคยลงไปถึงอันดับ 30 ปัจจุบันอยู่ที่ 5 มาซิโดเนียเคยอยู่ต่ำกว่า 90 ปัจจุบันอยู่ที่ 10 โปแลนด์เคยอยู่ต่ำกว่า 75 ปัจจุบันอยู่ที่ 24 และรัสเซียเมื่อไม่กี่ปีก่อนอยู่ต่ำกว่า 120 ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ 40 เท่านั้น

ประเทศอื่นยังทำได้ ประเทศไทยก็น่าจะทำได้เช่นกัน

ผมขอลา 2 สัปดาห์เพื่อเดินทางไปต่างประเทศ จะกลับมาพบท่านผู้อ่านอีกครั้งในฉบับวันพฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. 2559

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69