posttoday
มาตรการช่วยผู้สูงอายุ ไม่ง่ายในการปฏิบัติ

มาตรการช่วยผู้สูงอายุ ไม่ง่ายในการปฏิบัติ

10 พฤศจิกายน 2559

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด เห็นชอบมาตรการชุดใหญ่ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งมีทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาวในการดูแลผู้สูงอายุรอบด้าน ทั้งการทำให้มีรายได้เพียงพอหลังเกษียณอายุการทำงาน ผู้สูงอายุมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และมีโอกาสได้ทำงานต่อ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างหลักประกัน ซึ่งนอกจากทำให้ผู้สูงอายุมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว ยังลดภาระงบประมาณภาครัฐด้านสวัสดิการชราภาพในระยะยาว

ทั้งนี้ มีการประมาณการว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว โดยคนในวัยทำงาน 2 คน จะต้องดูแลผู้สูงอายุ 1 คน จากปัจจุบันคนในวัยทำงานประมาณ 4 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ซึ่งนอกจากเป็นภาระของลูกหลานแล้ว ยังเป็นภาระของรัฐบาลที่ต้องดูแลให้สวัสดิการผู้สูงอายุด้านต่างๆ สูงขึ้น

ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องหาทางรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ดำเนินมาตรการรองรับผู้สูงอายุไว้ล่วงหน้า เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรการที่ออกมาได้ผลและเพียงพอกับดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะลำพังการจ่ายเบี้ยคนชราเดือนละ 600-1,000 บาท/คน ไม่เพียงพอกับการยังชีพของผู้สูงอายุ

สำหรับมาตรการที่ ครม.เห็นชอบล่าสุดมี 4 มาตรการ ประกอบด้วย 1.การจ้างงานผู้สูงอายุเข้าทำงาน โดยผู้ประกอบการที่ว่าจ้างจะนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ซึ่งจะต้องเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ค่าจ้างไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/คน/เดือน ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ คนแก่มีรายได้เพิ่ม ผู้ประกอบการมีภาระภาษีลดลง และรัฐบาลประหยัดงบการดูแลผู้สูงอายุ

มาตรการที่ 2 การสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย มีอุปกรณ์ใช้สอยที่เหมาะสม และอยู่ในความดูแลของแพทย์และพยาบาล ซึ่งจะมีการดำเนินการทั้งของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การเคหะแห่งชาติ รวมถึงผู้ประกอบการเอกชน ซึ่งรูปแบบโครงการจะมีทั้งแบบเช่าและขาย นอกจากนี้ยังให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนให้แก่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ วงเงินรวมไม่เกิน 4,000 ล้านบาท และให้จัดสรรวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุกับบุตรที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูบิดามารดาที่สูงอายุได้รับสิทธิในการสนับสนุนสินเชื่อภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวเป็นลำดับแรกก่อน ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ครบวงจรเพิ่มช่องทางให้คนสูงอายุมีที่พักอาศัยมากขึ้น

สำหรับมาตรการที่ 3 สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage : RM) โดยมอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนำร่องเพื่อดำเนินการมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สามารถนำที่อยู่อาศัยที่ตนมีกรรมสิทธิ์และปลอดภาระหนี้มาเปลี่ยนเป็นรายได้ในการดำรงชีพเป็นรายเดือน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ แต่ในต่างประเทศมีการดำเนินการเรื่องนี้มานาน เป็นการแก้ปัญหาคนแก่ที่ไม่มีลูกหลานดูแล แต่มีบ้านก็นำบ้านไปแปลงรายได้มายังชีพต่อไปได้ แต่มาตรการนี้ก็ยังมีปัญหาการดำเนินการ เพราะสถาบันการเงินจะต้องมีนักคณิตศาสตร์ประกันภัยที่จะมาคิดการจ่ายรายได้ให้คนแก่อย่างเป็นธรรม และก็ไม่ทำให้ธนาคารเกิดความเสียหายในอนาคต โดยเฉพาะในการระบายบ้านในกรณีที่ลูกหลานของผู้สูงอายุไม่สนใจที่จะซื้อกลับไปอาศัยต่อ

ขณะที่มาตรการที่ 4 การบูรณาการระบบบำเหน็จบำนาญ เห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เพื่อให้มีคณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายในการพัฒนาและกำกับดูแลระบบบำเหน็จบำนาญให้มีความครอบคลุม เพียงพอ และยั่งยืน รวมทั้งจัดให้มีระบบฐานข้อมูลกลางด้านบำเหน็จบำนาญของประเทศ

ครม.ยังเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เพื่อจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ซึ่งเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่มีอายุตั้งแต่
15-60 ปี ครอบคลุมลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยให้มีการจ่ายเงินเข้ากองทุนจาก 2 ฝ่าย คือ ลูกจ้าง และนายจ้าง ซึ่งลูกจ้างจะได้รับบำนาญหรือบำเหน็จเมื่ออายุครบ 60 ปี เพื่อให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวมีรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีวิตหลังเกษียณ โดยกำหนดให้ กบช.เปิดรับสมาชิกตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป

การตั้ง กบช.ถือเป็นการแก้ปัญหารายได้ของผู้สูงอายุระยะยาว โดยให้มีการสนับสนุนการออมตั้งแต่ต้นๆ และยังเป็นการทำให้เกิดการออมของแรงงานครบทุกส่วนด้วย เพราะเดิมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็น
กองทุนภาคสมัครใจ ทำให้แรงงานในระบบ 14 ล้านคน เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกว่า 3 ล้านคนเท่านั้น ส่วนอีก 11 ล้านคน ไม่ได้อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำให้การตั้ง กบช.จะทำให้แรงงานในระบบมีหลักประกันรายได้หลังเกษียณ

ถึงแม้ว่าแรงงานในระบบ 11 ล้านคน ยังเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม ซึ่งมีบำนาญหลังเกษียณอายุ แต่เป็นรายได้ที่ต่ำเพียง 10% กว่าของรายได้สุดท้ายที่ได้รับ ซึ่งน้อยไม่เพียงพอกับการยังชีพหลังเกษียณ

ที่ผ่านมารัฐบาลยังได้ตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อสร้างหลักประกันรายได้หลังเกษียณอายุให้กับแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมามีผู้สมัครเป็นสมาชิกใกล้ 1 ล้านคน ซึ่งถือว่าห่างไกลเป้าหมาย เพราะเป็นการออมภาคสมัครใจ ทำให้ยังเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องหาทางแก้ เพื่อสร้างระบบประกันรายได้ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนที่จะตั้งกองทุนผู้สูงอายุ โดยจะให้หักเงินภาษีบาปเข้ากองทุนโดยตรง เพื่อนำเงินไปดูแลคนแก่ในด้านต่างๆ เช่น การหาที่อยู่อาศัย หรือการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุเพิ่มกับผู้ที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ

มาตรการการดูแลผู้สูงอายุที่รัฐบาลออกมาทั้งหมด และมาตรการที่จะดำเนินการออกมาในอนาคต ถือว่าเป็นการดูแลผู้สูงอายุได้ครอบคลุมทุกด้าน แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่มากโดยเฉพาะการบริหารงานในแต่ละกองทุนให้มีประสิทธิภาพ ในส่วนของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่มีข้าราชการกว่า 1 ล้านราย ไม่มีปัญหา ถือว่าบริหารโดยมืออาชีพ

แต่สำหรับกองทุนประกันสังคมที่การบริหารงานขาดประสิทธิภาพ มีรายได้ไม่เพียงพอรายจ่าย ทำให้การดูแลผู้สูงวัยมีปัญหา การดำเนินการของ กอช.ยังมีปัญหาการดึงดูดแรงงานนอกระบบเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งทำให้การสร้างประกันให้กับผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบยังมีปัญหา หรือ แม้แต่การดำเนินงานของ กบช.ก็ยังมีปัญหา จะทำอย่างไรไม่ให้เป็นภาระกับผู้ประกอบการมากเกินไปจนเกิดการเลิกจ้างงานเพื่อลดต้นทุน ปัญหาเหล่านี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องแก้ไข เพราะหากแก้ไม่สำเร็จ การดูแลผู้สูงอายุก็ยังเป็นภาระการคลังก้อนใหญ่ของประเทศต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท