posttoday
สุขภาวะของประชาชนเมื่อต้นรัชกาลที่ 9 รู้ไหม จำได้ไหม

สุขภาวะของประชาชนเมื่อต้นรัชกาลที่ 9 รู้ไหม จำได้ไหม

09 พฤศจิกายน 2559

โดย...เอนก เหล่าธรรมทัศน์ AnekLaothamatas

โดย...เอนก เหล่าธรรมทัศน์ AnekLaothamatas

เมื่อเริ่มรัชกาลที่ 9 ปี 2489 พี่สาวคนเดียวของผมเกิดและอยู่รอด เป็นลูกคนที่สองของพ่อกับแม่ ก่อนหน้านั้นสี่ห้าปี พี่สามคนของเธอเสียชีวิตหลังคลอดคนละไม่กี่เดือน แม่เฝ้าผวาตลอดเวลาว่าลูกคนที่สี่จะอยู่รอดหรือไม่ ในขณะที่ลูกชายคนเดียวที่แม่มีอยู่อายุสัก 6 ขวบ ก็มักเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นประจำ ยาย หรือแม่ของแม่เองก็เสียชีวิตหลังจากคลอดแม่ ซึ่งเป็นลูกคนแรกของท่านไม่กี่เดือน นี่คือสุขภาวะของคนไทยเมื่อเริ่มรัชสมัย

เมื่อผมเป็นเด็กทุกเมืองประจำจังหวัด มีขอทานแทบทุกหัวถนน มีคนเป็นโรคเรื้อนนิ้วมือนิ้วเท้ากุด จมูกแหว่งรวมอยู่ในบรรดาผู้ทุกข์ทนเหล่านี้ด้วย น้ำประปาในเมืองต่างจังหวัดไม่มี บ้านหน้าสถานีรถไฟลำปางของเรานั้นใช้น้ำบาดาล จำได้แม่นว่าส้วมในบ้าน หรือร้านค้าเริ่มจะเป็นส้วมซึม แต่ส่วนใหญ่ยังใช้ส้วมหลุม โรงเรียนยังใช้ส้วมหลุม ไฟฟ้ามีใช้แล้วในเมือง มีโรงไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันผลิตประจำเมือง เมืองใครเมืองมัน ไฟดับๆ ติดๆ ตลอดเวลา ราวทุ่มสองทุ่ม ดูหนังในโรงอยู่ไฟก็ดับเป็นปกติ พอสามสี่ทุ่มก็มืดมิดกันทั้งเมือง โรงไฟฟ้าดับไฟ ต้องจุดเทียนจุดตะเกียงถ้าจำเป็นต้องใช้ไฟ

เมื่อผมเป็นเด็ก ราวปี 2512 ประชากรกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศยังเป็นชาวชนบท เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส ยกเว้นภาคกลาง ชาวนาทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ปลูกข้าวกินเอง มีไว้ขายบ้างเท่านั้น เงินสดติดตัวน้อยมาก ยกเว้นเกษตรกรในภาคกลางและใต้แล้ว แทบไม่มีอะไรจะจับจ่ายใช้สอย ยกเว้นหยูกยา เสื้อผ้า เครื่องครัว

ชาวบ้านในต่างภาคตอนนั้นจะพูดฟังภาษากลางไม่ค่อยได้ มีผู้ใหญ่บ้านและกำนันเท่านั้นกระมังที่ใช้ภาษาไทยกลางกับเจ้าหน้าที่ทางการ ข้าราชการ ในสายตาชาวบ้าน ล้วนเป็น “นาย” จากกรุงเทพฯ ที่พูดภาษาถิ่นไม่ได้ ชาวบ้านทั่วไปไม่รู้สึกว่ารัฐและรัฐบาลนั้นเป็นของตน มีก็แต่พระเจ้าอยู่หัวนั่นแหละคือองค์ผู้ยึดโยงราษฎรเข้ากับบ้านเมือง คือความชุ่มชื่นในหัวใจราษฎร คือ สายฝนที่หลั่งลงมาดับความร้อนผ่าวของแผ่นดิน เสด็จฯ ไปที่ไหน ไกลเพียงใด กันดารแค่ไหน ความร่มเย็นพลันแผ่ปกคลุมที่นั่น

ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอม เป็นต้นมา พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรครบทุกจังหวัด แทบไม่มีอำเภอใดที่ไม่เสด็จฯ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในความรัก ความเอาใจใส่ ความทุ่มเท ความเพียรพยายามในการช่วยเหลือ ปลุกเร้า และยกระดับประชาชนให้ร่วมกับทางการพัฒนาบ้านเมือง ทรงนำพาให้รัฐบาลและข้าราชการทั้งหลายเดินตามรอยพระยุคลบาท พร้อมกับเดินไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมีงบประมาณพัฒนาชนบทเพื่อความมั่นคง

ถ้าไม่มีพระเจ้าอยู่หัวทรงงานหนักในชนบทดุจ “พระมหาชนก” เป็นเวลาหลายสิบปี ก็ไม่แน่ว่ารัฐไทยจะสามารถเอาชนะสงครามประชาชนกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในช่วงปี 2508-2525 ได้หรือไม่

เมื่อสงครามประชาชนสิ้นสุดลงในปี 2525 การพัฒนาชนบทเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนก็ดำเนินอย่างต่อเนื่องต่อไปอีกประมาณ 15 ปี ช่วงนี้มีการตั้งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ขึ้นมาจำนวนมากในทุกหมู่บ้าน โดยกระทรวงสาธารณสุข มีการเพิ่มหมอ พยาบาล ผดุงครรภ์ และนักอนามัยทั้งหลายขึ้นมาเป็นจำนวนมาก สาธารณสุขกลายเป็นกระทรวงที่ลงสู่ชนบทมากที่สุด ไม่นับมหาดไทย และต่อมารัฐบาลยังมีโครงการฟื้นฟูชนบทหลังจากเกิดวิกฤต “เงินบาท” ด้วย

ในปี 2540 ช่วงนั้นเอง พระเจ้าอยู่หัวทรงเสนอความคิดและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงแก่ทุกภาคส่วนทุกระดับเพื่อความสุขของประชาชน ความมั่นคงของบ้านเมือง และความยั่งยืนของระบบนิเวศตามมาด้วยโครงการรักษาฟรีในโรคพื้นฐานต่างๆ ให้แก่ประชาชนตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา และช่วงปี 2540 เป็นต้นมายังมีการกระจาย อำนาจเพิ่มบทบาทแก่ท้องถิ่นในการพัฒนา อบต.ต่างๆ มีงบประมาณในการทำนุบำรุงพื้นที่ของตนไม่น้อย

ผลรวมก็คือสุขภาวะของชาวชนบทและเมืองขนาดเล็กขนาดกลางดีขึ้นมาก คนไทยอายุยืนขึ้น คนไทยที่อายุถึงร้อยปีมีมากขึ้น สุขภาพอนามัยของคนไทยดีขึ้น โรคติดต่อโรคระบาดควบคุมได้ เมืองไทยเวลานี้แทบไม่มีในหมู่บ้านไหนที่ไม่มีไฟไม่มีน้ำสะอาด คนไทยจากที่ไม่มีส้วม มีส้วมหลุม ต่อมามีส้วมซึม เวลานี้มีชักโครกเป็นปกติเสียจนหงุดหงิดเสมอเมื่อไปเที่ยวในเมืองจีนและประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีส้วมสาธารณะสะอาดเข้าใช้ได้สะดวก ลืมอดีตของตนเองไปหมดแล้วหรือไร การศึกษากลายเป็นของฟรีหรือเกือบฟรีจนถึงชั้นมัธยม ทุกหมู่บ้านมีลูกหลานที่ได้เรียนจนถึง ป.ตรี อย่างแน่นอน อัตราการไม่รู้หนังสือเกือบเป็นศูนย์

วัดจากการทำโพลหลายต่อหลายครั้งพบว่าคนไทยมีสุขภาวะดี สุขใจและสุขกายอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก วัดจากที่ต่างชาติมาเยี่ยมมาเที่ยวมาทำงานที่เมืองไทยแล้วมักจะบอกตรงกันว่าเมืองไทยนี้ดี คนไทยน่ารักเป็นมิตร และดูจะเป็นคนมีความสุข และสุดท้าย แม้คนไทยส่วนใหญ่ไม่รวย มีรายได้ปานกลาง แต่เศรษฐกิจไทยมักถูกจัดอยู่ในประเภทประชาชนมีความสุขเพราะเงินเฟ้อต่ำ การว่างงานต่ำจนเกือบเป็นศูนย์ มีโอกาสรับประทานอาหารคุณภาพดีในราคาถูก เป็นต้น คนไทยส่วนใหญ่นั้นบอกได้เลยว่ามีฐานะความเป็นอยู่ รายได้ทรัพย์สินของตนเวลานี้ดีกว่าเมื่อแรกเกิดหรือเป็นเด็ก

สุดท้ายคนไทยยังมีความสุขจากการมีพระเจ้าอยู่หัวที่ทุกคนเห็นพ้องกันว่า “ประเสริฐ” ยิ่ง ครองแผ่นดินโดยธรรม เมื่อยามพระองค์ทรงหายป่วยไข้เสด็จฯ ออกจากศิริราชเมื่อไร ประชาชนจะเป็นสุขยิ่งที่จะเปล่งวาจา “ทรงพระเจริญ” ครั้นเมื่อพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต แน่นอนปวงพสกนิกรย่อมเศร้าโศกและอาลัยเป็นที่สุด แต่เมื่อพลันคิดย้อนหลังทบทวน ความทุกข์โศกนั้นถึงแม้จะยังดำรงอยู่ แต่ก็เกิดสุขอีกชนิดหนึ่งตามขึ้นมาในใจ คือสุขใจ ภูมิใจที่ได้อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม จนหาที่เปรียบปานมิได้

เขียนมานี้ที่เป็นหลักเพื่ออะไรหรือ? ก็เพื่อจะบอกพวกเราว่าเมืองไทยของเรานั้นเดินมาไกลมากแล้ว เราต้องรู้หรือต้องไม่ลืม “สุขภาวะ” ของคนไทยเมื่อเริ่มต้นรัชกาล แต่ในรอบ 70 ปีมานี้ แน่นอนที่ว่าสุขภาวะของคนไทยดีขึ้นเพียบแน่ และสุขภาวะที่เพิ่มพูนขึ้นมากมายนั้นเกิดจากความสนพระทัย หรือเอาพระทัยใส่ในความสุขของอาณาประชาราษฎร์ของพระผู้ทรงคุณอันประเสริฐด้วยแน่

ขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศตลอดไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท