
เศรษฐกิจไทยพึ่งพาตลาดโลกไม่ได้อีกแล้ว
โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์
โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์
ปัญหาสำคัญที่น่าฉงนที่สุดของเศรษฐกิจไทยทุกวันนี้ คือการที่มูลค่าส่งออกลดลงติดต่อกันถึง 3 ปีแล้ว และปีนี้ (2559) ถึงแม้ว่าตัวเลขในเดือน ส.ค. และเดือน ก.ย. ชี้ให้เห็นว่าการส่งออกสามารถขยายตัวได้บ้าง แต่ตัวเลขทั้งปีก็อาจจะยังเป็นลบเหมือนเดิม การส่งออกที่ชะลอตัวลงอย่างมากมีส่วนทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงหลังอยู่ในภาวะซบเซา ถึงแม้ว่าตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังเป็นบวกอยู่ก็ตาม แต่ก็เป็นการขยายตัวที่ค่อนข้างต่ำ
ทำไมการส่งออกของไทยจึงหดตัวอย่างต่อเนื่อง? นักเศรษฐศาสตร์บางคนอธิบายว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งได้มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วจนทำให้อุตสาหกรรมไทยกำลังล้าสมัย ปรับก้าวไม่ทันคนอื่น บ้างอธิบายว่าเป็นเพราะราคาพืชผลส่งออกของไทยตกต่ำมาก เช่น ยางพารา และข้าว บ้างก็ชี้ไปที่ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และมีส่วนทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันและปิโตรเคมีของไทยมีมูลค่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด
บางคนก็อธิบายกว้างๆ ว่า เศรษฐกิจโลกชะลอตัวทำให้ตลาดโลกไม่สามารถขยายตัวรองรับการส่งออกของไทยได้เหมือนเดิม คำอธิบายสุดท้ายนี้น่าสนใจมาก เพราะเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทั้งในเศรษฐกิจโลกและในเศรษฐกิจไทย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา
ในช่วง 30 ปีก่อนปี พ.ศ. 2554 การส่งออกของประเทศไทยเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10% และขยายตัวได้ในอัตราสูงเป็น 2 เท่าของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (ยกเว้นในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเท่านั้น) แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกของไทยกลับขยายตัวในอัตราเฉลี่ยที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด คือประมาณปีละไม่ถึง 3% ซึ่งยังต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงเดียวกัน
IMF ชี้ว่าปรากฏการณ์การค้าชะลอตัวลงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก ในช่วงปี พ.ศ. 2528-2550 การค้าโลกขยายตัวเฉลี่ยในอัตราสูงเป็น 2 เท่าของการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าโลกจะฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกมาได้ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่การค้าโลกก็กลับเพิ่มได้ในอัตราที่ต่ำมากและใกล้เคียงกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ไทยจึงไม่ใช่เป็นประเทศเดียวที่กำลังเผชิญกับปัญหาการค้าชะลอตัว มันกลายเป็นปัญหาของโลกไปแล้ว
อะไรทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นได้? เอกสารของ IMF เผยแพร่เมื่อเดือน ต.ค.ปีนี้ ได้พยายามตอบคำถามนี้ สรุปได้ว่ามี 3 สาเหตุ
ประการแรก และเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดคือการอ่อนตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุน หลายประเทศชะลอการลงทุนในด้านต่างๆ จึงทำให้ความต้องการใช้สินค้านำเข้าลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าทุนประเภทเครื่องจักร เครื่องยนต์ และสินค้าขั้นกลางประเภทชิ้นส่วนและวัตถุดิบ รัฐบาลในบางประเทศปรับนโยบายจากการเน้นการส่งออกมาเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้จ่ายภายในประเทศมากขึ้น เช่นที่เกิดขึ้นในประเทศจีน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้การค้าระหว่างประเทศต่างๆ ชะลอตัวลง
ประการที่ 2 คือแนวโน้มการเปิดเสรีทางการค้าในระยะหลังได้ชะลอตัวลง และกลับมีการใช้มาตรการกีดกันการค้ามากขึ้นในหลายประเทศ ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศมีจำนวนลดลง หลายประเทศเก็บค่าธรรมเนียมการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อป้องกันการทุ่มตลาด การค้าโลกจึงมีอุปสรรคมากขึ้น
ประการที่ 3 คือห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chains) ในการกระจายแหล่งผลิตชิ้นส่วนไปในหลายๆ ประเทศมีความสำคัญลดลง โรงงานในหลายประเทศสามารถเรียนรู้ที่จะผลิตชิ้นส่วนได้ด้วยตนเองมากขึ้น สัดส่วนของชิ้นส่วนนำเข้าที่ใช้ในการผลิตสินค้าสำเร็จรูปในประเทศจีนลดลงจาก 60% มาเป็น 35% ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็ยังสามารถลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้อย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพราะผลิตน้ำมันและก๊าซจากชั้นหินดินดานในประเทศได้เองมากขึ้น
IMF คำนวณว่าในทศวรรษ ค.ศ. 1990 เศรษฐกิจโลกขยายตัว 1% ทำให้ปริมาณการค้าโลกเพิ่มขึ้น 2.5% แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราเดียวกันทำให้ปริมาณการค้าโลกเพิ่มขึ้นเพียง 0.7% เท่านั้น
ตอนนี้ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าปัญหาการค้าโลกชะลอตัวนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน แต่แนวนโยบายของรัฐบาลในประเทศพี่เบิ้มทั้งหลายดูเหมือนจะไม่ช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้กับการค้าโลกได้เลย เช่น อังกฤษก็กำลังจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มการค้าที่เสรีที่สุดในโลก ในสหรัฐอเมริกาไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ก็จะไม่ผลักดันให้ข้อตกลงการค้าเสรีกลุ่มประเทศแถบแปซิฟิก TPP เข้าสู่การพิจารณาให้สัตยาบันในรัฐสภา ดูเหมือนว่าปัญหาการค้าโลกจะอยู่กับเราไปอีกหลายปี
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง และถ้าเราต้องการหลุดพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” ประเทศไทยควรทำตัวอย่างไรในอนาคต? ที่รู้แน่คือ ไทยคงไม่สามารถเติบโตโดยพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนระหว่างประเทศได้เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะตลาดโลกจะโตช้าลงกว่าในอดีต และเราก็จะสามารถส่งออกไปในตลาดโลกในอัตราที่ช้าลงด้วย การลงทุนจากต่างชาติก็คงหวังไม่ได้มากนัก เพราะการลงทุนมักจะเคลื่อนไหวไปในจังหวะเดียวกับการค้า ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในช่วง 20 ปีข้างหน้าที่เรากำลังจะจัดทำขึ้นคงจะต้องนำเอาประเด็นเหล่านี้เข้าไปพิจารณาอย่างเข้มข้นและจริงจัง ในระหว่างนี้ใครมีคำตอบดีๆ ช่วยบอกกันบ้างครับ







