
ทรงช่วยชาวเขา ทรงเอาปัญญาชน
โดย...อานิก
โดย...อานิก
เมื่อครั้งเสด็จฯ มาทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2514 ทรงเล่าถึงข้อวิจารณ์ว่า “พระเจ้าอยู่หัวชอบที่จะไปเอาใจใส่ชาวเขามากมาย อื่นๆ ไม่เอาใจใส่ ปัญญาชนต่างๆ ก็ไม่เอาใจใส่” แม้ทรง “น้อยใจเหมือนกัน” แต่ได้ทรง “แผ่กุศล” ให้เขาไปแล้ว ทั้งนี้ทรงวิเคราะห์ด้วยพระอารมณ์ขันว่า “ที่ประชุมนี้” อาจจะน้อยใจยิ่งกว่าพระองค์ เพราะเขาก็บอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงแปลว่าเขาไม่เห็นว่าชาวมหาวิทยาลัยเป็นปัญญาชน!
แล้วมีพระราชดำรัสว่า “ก็ขอแถลงว่าเมื่อเอาใจใส่ชาวเขาเสร็จและกลับมากรุงเทพฯ แล้ว ก็รู้สึกว่าเอาใจใส่ช่อฟ้าและลูกนิมิตมาก” เรียกเสียงฮาในหอประชุม
“การไปแก้ปัญหาส่วนบุคคลหรือประชาชนที่อยู่ห่างไกลอย่างชาวเขา ซึ่งอยู่ในเขตประเทศไทยและเป็นคนไทย ไปช่วยให้เขามีชีวิตที่มีความก้าวหน้าและฐานะดีขึ้น ก็เป็นการช่วยให้บ้านเมืองมีความมั่นคงได้”
ได้ตรัสถึงปัญหาในวงกว้าง อาทิ เรื่องชาวนา ข้าวแพงข้าวถูก ปัญหาจราจรในเมืองหลวง ปัญหาดุลการค้า ปัญหาผู้ก่อการร้าย และภัยธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงต้องอาศัยปัญญาชนช่วยแก้ไข อนึ่ง ทรงเล่าว่าปัญหาข้าวแพงข้าวถูกนั้นทรงได้มาจากการยกช่อฟ้า เพราะได้ทรงพูดคุยกับชาวนาเมื่อครั้งเสด็จฯ ที่วัดแห่งหนึ่งในพระโขนง
ทรงนิยาม “ปัญญาชน” ตั้งแต่เป็นที่คนรอบรู้และเฉลียวฉลาดที่จะนำความรู้มาปฏิบัติการ จนถึงมิติของพุทธธรรม ปัญญาอาจเรียงลำดับหลังสุดใน “พลัง 5” คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แต่ถ้าพัฒนาพลังต่างๆ จนถึงที่สุดก็จะได้ปัญญาซึ่งเป็นพลังที่สุดยอด แต่ต้องพัฒนาขึ้นโดยเริ่มจากศรัทธาที่ถูกต้อง รวมทั้งต้องมีทั้ง ศีล สมาธิ แล้วจึง
เกิดปัญญา
ในเรื่องศรัทธาทรงเน้นว่าเราเป็นมนุษย์ซึ่งอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นสังคม เป็นประเทศ และผู้ที่อยู่ในบ้านเมืองเดียวกันจะต้องช่วยกัน “หากว่าความเชื่อเบื้องต้นนี้ไม่มี ก็ป่วยการที่จะมาพูดกัน” ดังนั้น“ผู้ที่สามารถจะใช้ปัญญามาทำประโยชน์แก่ส่วนรวมและตัวส่วนตัวด้วยจึงจะเป็นปัญญาชน
ตรงนี้เป็นจุดเชื่อมที่น่าสนใจ ในพระบรมราชโชวาทต่างๆ ต่อนิสิต นักศึกษา ทรงบ่มเพาะจิตสำนึกในประโยชน์ส่วนรวม โดยการเชื่อมโยงกับประโยชน์ส่วนตน แม้กระทั่งการพระราชทานพรก็มักทรงเชื่อมโยงให้เป็นคนดีของสังคม ไม่ใช่เพียงเป็นสุขสำเร็จส่วนตน
นับว่าได้พระราชทานเกียรติแก่นักศึกษาและเป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง เมื่อทรงเปรียบเทียบการเยี่ยมชาวเขาของพระองค์กับอาสาพัฒนาชนบทที่ทุรกันดารของนักศึกษาธรรมศาสตร์ ถือว่าไปช่วยทำให้
เพื่อนร่วมชาติและบ้านเมืองเจริญก้าวหน้าและเกิดความมั่นคง เพราะ “แต่ละบุคคลต้องอาศัยบ้านเมืองจึงจะอยู่ได้ ถ้าไม่มีบ้านเมือง ทุกคนที่นั่งตรงนี้คงอยู่ได้.... ไม่มีเสื้อใส่ ไม่มีอาหารใส่ท้อง ก็เห็นได้ว่าการไปช่วยส่วนรวมจะเป็นประโยชน์ (ส่วนตน)”
พระองค์ทรง “ฝากไปให้ (ผู้วิจารณ์) ทราบ” ว่าที่เอาใจใส่ชาวเขาและช่อฟ้ามากกว่าปัญญาชนก็เพราะทรงถือว่า “ปัญญาชนมีปัญญาเป็นที่ค้ำจุนตนเอง” สามารถสร้างความเจริญให้ตนเองรวมทั้งค้ำจุนสังคมได้ด้วย
ทรงแถมด้วยพระอารมณ์ขันว่า “ถ้าเอาแกะมาให้ปัญญาชนเลี้ยง (เหมือนที่ให้ชาวเขา) ก็รู้สึกเขาจะโกรธเอา” นี่ถือเป็น “การแถลงนโยบาย” ของพระองค์ แต่แถลงแล้ว “ไม่ให้เปิดอภิปรายเสียด้วย” ซึ่งมิใช่เพราะทรง “กลัวล้ม” เพราะยิ่งอภิปรายก็จะยิ่งเห็นชัดว่าเป็นประโยชน์มาก เนื่องจากพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริงๆ
ดังนั้น จะเห็นว่าพระองค์ทรงใส่พระทัยทั้งชาวเขา เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ก่อการร้ายที่กับทั้งเหล่านิสิตนักศึกษา “ปัญญาชน” ที่กล้าว่ายน้ำข้ามคูวังไปพึ่งพระบารมี
ในเหตุการณ์ 14 ตุลา ซึ่งทรงมีบทบาทแก้ไขความขัดแย้งอันวิปโยค เกิดเป็นจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของไทย
ขณะที่ทรงสร้างเหตุปัจจัยของความมั่นคงและผาสุกต่อชาวเขาและนักศึกษาปัญญาชน ก็ทรงเป็นพลังสำคัญในการแก้ไขสถานการณ์ความไม่มั่นคงที่ปะทุขึ้นแล้ว โดยเสด็จฯ พระราชทานกำลังใจแก่ทหารและตำรวจที่บาดเจ็บและที่อยู่ในแนวรบกับผู้ก่อการร้าย ตลอดจนไพร่ฟ้าประชาชนในพื้นที่เสี่ยงด้วย
บางครั้งก็เสี่ยงต่อความปลอดภัยของพระองค์เอง เช่น ที่ จ.น่าน แม้ผู้ก่อการร้ายได้ยิงปืนครกไปในบริเวณที่จะเสด็จฯ ทำให้เกิดการบาดเจ็บเสียหายในคืนก่อน แต่ก็ยังเสด็จฯ ไปเพราะทรงทราบว่าชาวบ้านไปคอยพระองค์ท่านอยู่ 2 คืนแล้ว ที่ จ.ยะลา ในสนามกีฬากลางเมืองได้เกิดระเบิดขึ้นที่หน้าพระที่นั่ง 2 ลูกติดๆ กัน ขณะกำลังจะพระราชทานพระราชดำรัส แต่พระองค์ทรงไม่ยอมเสด็จฯ กลับ ทรงรับสั่งต่อโดยทรงปลอบให้ชาวบ้านกลับเข้าสู่ความสงบ จบแล้วก็ยังเสด็จลงพบชาวบ้านข้างล่าง และเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมคนเจ็บที่โรงพยาบาลจนสามทุ่ม
พระราชกรณียกิจต่อทั้งชาวเขาและนักศึกษาปัญญาชนทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจสังคมให้เป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่ารังแต่จะสร้างความยากจนข้นแค้น จนกระทั่งมีการเปลี่ยนหรือปรับใช้ระบบตลาดแบบทุนนิยมเศรษฐกิจความเป็นอยู่จึงดีขึ้น
คนไทยโชคดีที่ไม่ต้องผ่านชะตากรรมเช่นนั้น







