posttoday
มองไปข้างหน้า

มองไปข้างหน้า

08 พฤศจิกายน 2559

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

ผมว่าปี 2560 ที่กำลังจะมาถึงในอีกประมาณเดือนครึ่งนั้น น่าจะเป็นปีที่ท้าทายความอยู่รอดของประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นปีที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศเล็กๆ ที่อาศัยรายได้จากการส่งออกเป็นรายได้หลักในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะถูกบีบรัดจากสถานะทางเศรษฐกิจ และการเมืองจากประเทศมหาอำนาจที่เป็นตลาดรองรับสินค้าส่งออกของ
ประเทศเล็กๆ เหล่านั้น

อย่างในอเมริกา ไม่ว่าฮิลลารีหรือทรัมป์จะได้รับเลือกตั้งขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี นโยบายใหม่ของรัฐบาลอเมริกันคงออกมาในแนวที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศก่อนเหมือนกัน แม้ว่าวิธีการที่จะนำมาใช้ให้บรรลุวัตถุประสงค์จะต่างกัน นโยบายของฮิลลารีอาจจะนุ่มนวลกว่าทรัมป์ แต่ผมเชื่อว่าด้านแรงกดดันจากชาวอเมริกันจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งที่สนับสนุนทรัมป์ที่เน้นนโยบายอเมริกามาก่อน ฮิลลารีในฐานะประธานาธิบดีคงจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบายที่ค่อนข้างจะแข็งแกร่งกว่านโยบายของประธานาธิบดีโอบามาเพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนและสามารถทำงานร่วมกับสภาคองเกรสได้อย่างราบรื่น

ประเด็นคือ สหรัฐจะพยายามผลักดันให้ทุนสหรัฐกลับสู่ประเทศเพื่อสร้างงานให้คนอเมริกัน ปรับปรุงเงื่อนไขสนธิสัญญาต่างๆ ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีเพื่อให้สหรัฐได้รับประโยชน์ยิ่งขึ้น อาจมีการใช้มาตรการกีดกันการนำเข้าทั้งโดยระบบการคิด ภาษีนำเข้า และการใช้มาตรการกีดกันทางอ้อม เช่น การตรวจสอบแหล่งผลิตที่มาของสินค้าและกระบวนการผลิตว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่สหรัฐกำหนดหรือไม่ สหรัฐอาจออกมาตรการลงโทษประเทศอื่นที่สหรัฐเห็นว่าส่งสินค้าเข้ามาขายโดยการทุ่มตลาด เช่น สินค้าจากประเทศจีน และอาจเพิ่มความเข้มข้นด้านนโยบายกับประเทศที่สหรัฐคิดว่าดำเนินนโยบายขัดต่อหลักความเป็นประชาธิปไตยและละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นต้น

หลายท่านอ่านมาถึงตรงนี้อาจบอกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสหรัฐ หันไปติดต่อทำมาค้าขายกับประเทศอื่น เช่น อังกฤษ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนแทนก็ได้

แต่ความจริง คือ สหรัฐยังเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก เป็นเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าและทันสมัยทั้งด้านบริการ การเงิน เทคโนโลยีและการบริโภคของคนชั้นกลาง ในขณะที่เศรษฐกิจของจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับสอง ยังคงเป็นเศรษฐกิจที่อิงกับอุตสาหกรรมการผลิตระดับโลก ถึงแม้จะพยายามปรับตัวให้ทันสมัยยิ่งขึ้น แต่ก็ยังห่างไกลจากสหรัฐ

นอกจากนั้น ปัจจุบันเศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ในสถานะที่เข้มแข็งกว่าประเทศอื่น เช่น อังกฤษ และยุโรปที่กำลังมีปัญหา ญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ไม่ว่าธนาคารกลางจะอัดฉีดเงินเข้าระบบเท่าไรก็ตาม ก็ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามที่หวัง

เพราะฉะนั้น ถ้าสหรัฐหลังการเลือกตั้งเลือกที่จะเน้นผลประโยชน์ของตนก่อนเพื่อสร้างงานให้คนอเมริกันและลดภาระงบประมาณของรัฐบาลกลางลง ทำให้ลัทธิโลกาภิวัตน์อ่อนแอลง ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการชะลอการขยายตัวของการค้าโลก ที่มีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอเมริกันย่อมรุนแรงน้อยกว่าที่จะเกิดขึ้นกับประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่อาศัยรายได้จากการส่งออกทำให้เศรษฐกิจขยายตัว เพราะจะดีจะชั่วอย่างไร ตลาดอเมริกันเป็นตลาดรองรับสินค้าจากทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุด

หันมาดูประเทศอื่นที่หลายคนหวังว่าจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายในกรณีที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา โดยเฉพาะในกรณีที่การส่งออกในสหรัฐและยุโรปไม่ขยายตัวหรือลดลงเพราะนโยบายของรัฐบาลใหม่ของสหรัฐคือ ประเทศจีนบ้าง

จริงอยู่ เศรษฐกิจจีนนั้นใหญ่เป็นอันดับสองของโลก มีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าสหรัฐอย่างเทียบกันไม่ได้ อย่างปีนี้แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีปัญหา แต่คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะโตขึ้นถึงร้อยละ 7 ตามที่รัฐบาลจีนตั้งประมาณการไว้ แต่ถึงอย่างไรจีนก็ยังต้องอาศัยการส่งออกเป็นรายได้หลักในการขยายตัวทางเศรษฐกิจในฐานะผู้ผลิตสินค้าป้อนโลก ไม่สามารถพึ่งพาการบริโภคภายในได้เป็นหลักเหมือนสหรัฐ ถ้าสหรัฐดำเนินนโยบายกีดกันการค้าขายกับจีนเมื่อไรย่อมส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจของจีนอย่างรุนแรงโดยตรง จีนคงต้องดูแลผลประโยชน์ของจีนก่อนที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยคนอื่น

นอกจากนั้น จีนยังมีปัญหาภายในที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น ปัญหาสถาบันการเงินที่ไม่โปร่งใส มีปัญหาหนี้เสียแฝงอยู่และการขยายสินเชื่อเกินตัว ซึ่งเกิดจากการให้สินเชื่อในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีการขยายตัวตามความต้องการที่อยู่อาศัยของคนจีนที่เข้ามาทำมาหากินในเมือง และการเก็งกำไรจนรัฐบาลต้องออกมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันฟองสบู่แตก จนเมื่อวันสองวันนี้มีข่าวว่ายอดการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ในกรุงปักกิ่งลดลง 41% จากปีที่แล้ว และการซื้อขายในเมืองเล็กๆ ลดลงถึง 50% แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความผันผวนในธุรกิจและความเสี่ยงที่จะกระทบถึงเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

ที่เขียนๆ มาทั้งหมดไม่ได้มีเจตนาให้เป็นบทความทางวิชาการ จึงไม่ได้แสดงตัวเลขและข้อมูลประกอบข้อเขียน แต่อยากเล่าถึงสถานการณ์และความเสี่ยงที่ค่อนข้างจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนาหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่เกิดขึ้นในช่วงที่ประชาชนเริ่มมีความรู้สึกว่ารัฐบาลน่าจะต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศมากกว่าเดิม

สรุปแล้วในสถานการณ์อย่างนี้คงต้องรีบหาแนวทางรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าฮิลลารีหรือทรัมป์จะชนะเลือกตั้ง และคงต้องยึดหลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะในยามที่เกิดปัญหาคงหวังพึ่งใครไม่ได้ เพราะทุกประเทศต่างมีปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น ถ้าสหรัฐซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของโลกที่มีปัญหาอยู่แล้ว

สำหรับคนธรรมดาอย่างเรา ผมว่าอย่าเป็นหนี้ดีที่สุด ท่านเห็นด้วยไหมครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท