
ไทยหนุนชาวนาลดปลูกข้าว
เว็บไซต์ข่าวสเตรทไทมส์จากสิงคโปร์ รายงานว่า ราคาข้าวซึ่งปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก เช่น ไทยและเวียดนาม ต้องผลักดันให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นและลดพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสานแทน
เว็บไซต์ข่าวสเตรทไทมส์จากสิงคโปร์ รายงานว่า ราคาข้าวซึ่งปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก เช่น ไทยและเวียดนาม ต้องผลักดันให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นและลดพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสานแทน
กระทรวงเกษตรสหรัฐ เปิดเผยว่า เมื่อปี 2015 ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลกที่ 9.78 ล้านตัน ขณะที่เวียดนามครองอันดับ 3 โดยส่งออกข้าวทั้งหมด 6.61 ล้านตัน
รายงานระบุว่า เมื่อเดือนที่แล้วรัฐบาลไทยวางแผนให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดแทนข้าวในที่นา 3.2 แสนเฮกตาร์ในอีก 7 เดือนข้างหน้านี้ คิดเป็นพื้นที่ราว 25% ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรของไทยเปิดเผยกับสเตรทไทมส์ว่า รัฐบาลจะสนับสนุนโครงการให้เกษตรกรหันไปปลูกข้าวโพดแทนข้าว และประกันราคารับซื้อข้าวโพด
อย่างไรก็ดี วิโรจน์ ณ ระนอง นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แสดงความวิตกว่า การขยายงบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือชาวนาซึ่งประสบปัญหาราคาข้าวปรับตัวลง ยังไม่สามารถสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมข้าวได้ โดยทางแก้ไขระยะยาวคือการทำให้ข้าวมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และส่งเสริมการทำเกษตรแบบผสมผสานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ สถานการณ์ในไทยคล้ายคลึงกับในเวียดนาม โดยรัฐบาลอนุมัติการปรับโครงสร้างในอุตสาหกรรมเพาะปลูกข้าวเมื่อเดือน พ.ค. เพื่อพึ่งพาการปลูกข้าวน้อยลง และสร้างรายได้เพิ่มในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำในขณะนี้
แผนดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสาน และพัฒนาแบรนด์สินค้าเกษตรแห่งชาติขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าดังกล่าว โดยรัฐบาลเวียดนามต้องการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวราว 7-8 แสนเฮกตาร์ จากพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4 ล้านเฮกตาร์ ไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรมแบบผสมผสาน หรือนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ
ฟามถิคิมสุง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวจากสถาบันคลังสมองของเวียดนาม กล่าวว่า การปลูกข้าวสร้างกำไรให้เกษตรกรน้อยลงเมื่อเทียบกับสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ นอกจากนี้ ชาวนาเวียดนามยังได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลไม่มากนัก ดังนั้น แผนลดพื้นที่ปลูกข้าวของรัฐและส่งเสริมให้ปลูกพืชชนิดอื่น จึงมีแนวโน้มช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น
ด้าน สตีเฟน จาฟฟี่ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายเกษตรกรรมของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า การเพาะปลูกข้าวไม่ใช่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกต่อไป เนื่องจากรัฐบาลเริ่มหันไปสร้างรายได้ด้วยวิธีอื่น หลังราคาข้าวเมล็ดยาวสายพันธุ์อินดิกา ปรับตัวลดลง 18% ช่วงปี 2013-2015







