posttoday
เลือกตั้งสหรัฐสุดสูสี หวั่นทรัมป์ฉะจีนกระทบเอเชีย

เลือกตั้งสหรัฐสุดสูสี หวั่นทรัมป์ฉะจีนกระทบเอเชีย

07 พฤศจิกายน 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

แม้ว่าผลสำรวจความเห็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งชาวอเมริกันทั่วประเทศของโพลหลายสำนัก จะเริ่มกลับมาเทน้ำหนักให้ฟากของ “ฮิลลารี คลินตัน” จากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำเหนือ “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกัน อีกครั้ง โดยโพลของวอชิงตันโพสต์/เอบีซี และโพลของซีเอ็นเอ็น/โออาร์ซี ให้ฮิลลารีนำอยู่ราว 3% และแม้แต่ในรัฐสวิงสเตทส่วนใหญ่ ฮิลลารีก็มีแต้มต่อเล็กน้อยในเอกซิตโพลล์เลือกตั้งล่วงหน้า จนดูเหมือนว่าฮิลลารีน่าจะเป็นผู้คว้าชัยในการเลือกตั้งวันพรุ่งนี้ 8 พ.ย. ทว่าสำหรับนักลงทุนและนักวิเคราะห์ทั่วโลกแล้ว ยังไม่มีอะไรที่น่าวางใจเพราะเบร็กซิต หรือการที่สหราชอาณาจักรลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น ได้สร้างบรรทัดฐานการรับรู้ใหม่ให้โลกอีกครั้งว่า ไม่ใช่ทุกครั้งที่ความเป็นเหตุเป็นผล หรือความน่าจะเป็นตามความนึกคิดของคนส่วนใหญ่จะเอาชนะได้เสมอ และผลสุดท้ายก็อาจจะออกมาอย่างพลิกความคาดหมายจนสร้างความตื่นตระหนกได้อีกครั้ง จนทำให้นักลงทุนได้บทเรียนที่สำคัญมาว่า “อย่าเชื่อโพลเสมอไป”

หลังจากที่มีเซอร์ไพรส์ที่ฮิลลารีถูกเอฟบีไอ หรือสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางสหรัฐสั่งทบทวนคดีอีเมลใหม่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หรือเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง 8 พ.ย.นี้ จนทำให้คะแนนนิยมช่วงหนึ่งถูกทรัมป์เบียดแซงหน้าได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดตัวเป็นคู่ชิงกันมา จึงทำให้ความผันผวนในตลาดทุนเริ่มกลับมาอีกครั้ง และทำให้บรรดาสำนักวิเคราะห์ใหญ่ๆ หลายราย “ยังไม่กล้าฟันธง” ว่าใครจะเป็นผู้ชนะกันแน่ ทว่าที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันก็คือ การเตือนว่าตลาดทุนและภาคเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบมากกว่าแน่นอนหากสหรัฐได้ประธานาธิบดีที่ชื่อทรัมป์

จิมมี่ โค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธนาคารยูโอบี ได้ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หากฮิลลารีชนะ ผลกระทบต่อทวีปเอเชียและตลาดเงินจะไม่มากนัก หรืออยู่ในระดับต่ำ เพราะเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ สืบต่อจากรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา ยกเว้นเพียงเรื่องความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะไม่ทำต่อ แต่ที่สุดแล้วก็อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกในอนาคต “ทว่าหากเป็นชัยชนะของทรัมป์ ก็อาจจะส่งผลลบต่อการค้าระหว่างอเมริกาและเอเชีย และสกุลเงินเอเชียจะพบกับแรงกดดันในการแข็งค่าขึ้น”

แม้กลไกการ “ตรวจสอบและถ่วงดุล” ในระบบการเมืองสหรัฐอาจจะทำให้ทรัมป์ไม่สามารถดำเนินการตามที่หาเสียงไว้ออกมาเป็นรูปธรรมได้ทุกอย่าง แต่ทรัมป์ก็น่าจะยังทำตามที่พูดได้ในหลายเรื่อง เช่น การปฏิรูปการค้าโดยเพิ่มแรงกดดันต่อจีน และการสร้างกำแพงกั้นแนวพรมแดนกับเม็กซิโก

หากศึกษาถ้อยแถลงของทรัมป์อย่างละเอียดจะพบว่า ปัญหาหลักที่ผู้สมัครรายนี้มีต่อเอเชีย คือ ภาวะขาดดุลทางการค้าอย่างหนักที่สหรัฐประสบมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดเอเชียคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 44% ของการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐในปี 2558 และทรัมป์ก็โทษ“ข้อตกลงทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม” ซึ่งทำให้โรงงานในประเทศต้องปิดตัวและคนอเมริกันต้องตกงาน ดังนั้นการที่จะทำให้ประเทศกลับมาแกร่งอีกครั้งภายใต้นโยบาย “อเมริกามาก่อน” จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะทำให้เกิดข้อขัดแย้งทางการค้ากับประเทศอื่นๆ และทำให้ทีพีพีอยู่ในความเสี่ยง

“ที่สำคัญก็คือ หากสหรัฐมองว่าการขาดดุลการค้ากับจีนเป็นเรื่องที่ “ไม่ยุติธรรม” คู่ค้าประเทศอื่นๆ ที่ได้เปรียบจากความไม่ยุติธรรมในลักษณะเดียวกัน ก็จะตกอยู่ในภาวะเสี่ยงไปด้วย ประเทศเหล่านี้ได้แก่ เม็กซิโก แคนาดา ญี่ปุ่น และประเทศในภูมิภาคนี้ เช่น เวียดนาม เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย อาจจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางเป็นพิเศษ หากความตกลง
ทีพีพีเอถูกปัดออกจากโต๊ะเจรจา

ในกรณีที่ความขัดแย้งทางการค้า
กับสหรัฐเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่เงินสกุลของประเทศที่แข็งค่าขึ้น และ/หรือ อุปสรรคทางการค้าทั้งที่เป็นภาษีและไม่ใช่ภาษี  เวียดนาม มาเลเซีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ และไทย จะตกอยู่ในสถานการณ์เปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ทำการค้ากับสหรัฐในปริมาณมาก และเศรษฐกิจต้องพึ่งพาภาคการค้าในระดับสูง” ยูโอบี ระบุ

“บิดเบือนค่าเงิน” เพื่อให้สหรัฐสามารถดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าได้นั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตาเช่นกันเพราะอาจกระทบมายังค่าเงินในเอเชียที่มักเคลื่อนไหวสอดคล้องไปทิศทางเดียวกันกับค่าเงินหยวนด้วย หากจีนยอมรับเรื่องนี้ อาจจะมีการกดดันให้มีการปรับค่าเงินหยวนขึ้น และเงินสกุลอื่นๆ ในเอเชียจะเคลื่อนไหวสอดคล้องกันไป “ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบค่าเงินที่อาจแข็งค่าขึ้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารกลางของประเทศในเอเชียจะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย”

อย่างไรก็ตาม ยูโอบียังมองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเผชิญกับผลกระทบโดยตรงในวงจำกัด หากทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐ เนื่องจากไทยดำเนินกลยุทธ์ที่เน้นความหลากหลายทางการตลาด โดยมีพันธมิตรทางการค้าและนักลงทุนจากต่างประเทศรายใหญ่ในไทยที่ไม่ใช่แค่อเมริกาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน และอาเซียน นอกจากนี้ ไทยยังไม่ใช่สมาชิกความตกลงทีพีพี และมีแนวโน้มจะยังไม่เข้าเป็นสมาชิกอย่างน้อยอีกสองปี

ทว่าอุปสรรคด้านการค้าและนโยบายปกป้องตลาดในประเทศ จะจำกัดปริมาณการค้าระหว่างประเทศและเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปราะบาง ปัจจุบันนี้ การส่งออกสินค้าเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและประเทศในเอเชีย รวมถึงข้อจำกัดทางโครงสร้างในภาคส่งออกสำคัญๆ บริษัทที่เน้นการส่งออกจะเลื่อนการลงทุนเนื่องจากประสิทธิภาพในการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะสร้างวงจรการลงทุนใหม่ในประเทศไทย และเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพในระยะกลาง

ด้านซิตี้กรุ๊ป คาดการณ์ว่าหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงจะเผชิญภาวะการเติบโตที่ชะลอตัวลง และในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้น อาจถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญภาวะถดถอย เนื่องจากการค้าที่ถูกจำกัดและข้อจำกัดทางการคลัง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมไปยังเศรษฐกิจโลกด้วย ส่วนภาวะตลาดทุนนั้นคาดว่าจะเกิดแรงเทขายดัชนีเอสแอนด์พี 500 ตลาดหุ้นนิวยอร์ก มากถึง 5% ขณะที่ธนาคารบาเคลย์ มองในเชิงลบมากกว่าว่า หุ้นเอสแอนด์พี 500 อาจดิ่งลงระหว่าง 11-13% เลยทีเดียว

ภาวะที่ยังฟันธงแน่นอนไม่ได้เช่นนี้ จึงทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่โดดเด่นขึ้นมาอีกครั้งเช่นกัน โดยธนาคารเอชเอสบีซี คาดการณ์ว่า ราคาทองคำโลกอาจทะยานขึ้นไปแตะระดับ 1,500 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง และหากฮิลลารีชนะ ราคาทองจะแตะ 1,400 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ภายในช่วงสิ้นปี แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ราคาทองคำก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไม่ต่ำกว่า 8% ในการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐที่มีผลกระทบต่อทั่วโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และอาจเป็นครั้งที่สูสีมากที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่ศึกระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช และอัล กอร์ ในปี 2000 เลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท