
‘จีน’ รับศึกหนักทั้งคู่
วิวาทะของทรัมป์ที่ชูจีนขึ้นมาเป็นศัตรูคู่แข่งอย่างชัดเจน เช่น การขู่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้า 45%
วิวาทะของทรัมป์ที่ชูจีนขึ้นมาเป็นศัตรูคู่แข่งอย่างชัดเจน เช่น การขู่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้า 45% หรือขู่ว่าจะขึ้นบัญชีจีนเป็นประเทศที่ปั่นค่าเงิน เพื่อให้สหรัฐสามารถดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าได้ และขู่จะจัดการให้หนักกับปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานั้น ทำให้หลายฝ่ายอาจตีความไปก่อนว่า ความสัมพันธ์ จีน-สหรัฐ จะย่ำแย่ลงหนักหากทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ดังนั้นตัวเลือกที่ดีกว่าจึงน่าจะเป็นฮิลลารีมากกว่า
อย่างไรก็ตาม จากการประมวลนโยบายและท่าทีสมัยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ จะพบว่าแรงกดดันที่ฮิลลารีมีต่อจีนไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน เพียงแต่อยู่ในขอบเขตที่เป็นไปได้และทำได้จริงสูงกว่า
ฮิลลารีซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำนโยบาย "ปักหมุดเอเชีย" ของประธานาธิบดี บารัก โอบามา จะสานต่อนโยบายต่างประเทศในจีนและเอเชีย แต่จะเพิ่มความแข็งกร้าวและพร้อมที่จะเผชิญหน้ามากกว่า โดยเฉพาะเรื่องทะเลจีนใต้และเกาหลีเหนือ ซึ่งฮิลลารีวิจารณ์จีนผ่านสื่อหลายครั้ง และอาจทำให้สถานการณ์ทะเลจีนใต้ตึงเครียดขึ้น ขณะที่เว็บไซต์วิกิลีกส์ยังรายงานว่า ฮิลลารีเคยขู่จะใช้ระบบต่อต้านขีปนาวุธกับเกาหลีเหนือ ระหว่างเจรจาลับกับจีนมาแล้ว
ขณะที่ด้านเศรษฐกิจนั้น ฮิลลารีมีแนวโน้มจะกดดันจีนในเรื่องการค้ามากกว่าโอบามา โดยฮิลลารีเคยพูดระหว่างการหาเสียงว่าจีนจะต้องยอมรับเกมใหม่ที่เปลี่ยนไปหากตนได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ซึ่งในช่วงหลายปีมานี้ ข้อตกลงการลงทุนทวิภาคีจำนวนมากไม่คืบหน้า และธุรกิจอเมริกันจำนวนมากในจีนเผชิญแรงบีบให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีมากขึ้น
วอชิงตันโพสต์ระบุว่า จากการติดตามสื่อของทางการจีนในเดือน ต.ค. พบว่าส่วนใหญ่มีทิศทางค่อนไปทางบวกให้ฮิลลารีมากกว่าทรัมป์ โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะเคยร่วมงานรู้จักกันมาในสมัยฮิลลารีเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และจีนยังเข้าใจดีว่ามักตกเป็นเป้าหมายที่เกินจริงทุกครั้งเมื่อถึงช่วงเลือกตั้งสหรัฐ แต่ที่สุดแล้ว ความชัดเจนของฮิลลารีที่แม้ว่าอาจจะไม่เป็นมิตรมากนัก แต่ก็ยังชัดเจนและรับมือได้ง่ายกว่าทรัมป์ที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้
ทั้งนี้ การขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์อาจทำให้ความสัมพันธ์กับจีนปั่นป่วน แต่อาจช่วยให้ความสัมพันธ์กับอาเซียนราบรื่นขึ้น เนื่องจากประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยไม่ใช่วาระหลักของทรัมป์ ซึ่งตรงกันข้ามกับฮิลลารี ดังนั้นจึงอาจปรับทิศทางลมใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ฟิลิปปินส์เป็นตัวนำการปรับข้างออกห่างจากสหรัฐอย่างชัดเจน และตามมาด้วยมาเลเซีย ที่เพิ่งเยือนจีนและประกาศซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เมดอินไชน่าล็อตใหญ่ ขณะที่ปัญหาความไม่แน่นอนเรื่องความตกลงทีพีพียังทำให้เวียดนามเริ่มหันกลับไปคุยกับจีนมากขึ้น







