posttoday
'ไทย-ฟิลิปปินส์' ใกล้ชิดขึ้นในยุคทรัมป์ เอเชียหวังได้ฮิลลารีปักหมุดต่อ

'ไทย-ฟิลิปปินส์' ใกล้ชิดขึ้นในยุคทรัมป์ เอเชียหวังได้ฮิลลารีปักหมุดต่อ

06 พฤศจิกายน 2559

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ ให้ความเห็นว่า

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ในทางการเมืองโดยเฉพาะระหว่างไทยกับสหรัฐ ชนชั้นนำในไทยรู้สึกชอบ “โดนัลด์ ทรัมป์” มากกว่า เนื่องด้วยรู้สึกว่าพรรครีพับลิกันไม่ได้กดดันเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยมากกว่าพรรคเดโมแครต

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าพรรคริพับลิกันเอาจริงเอาจังในการรักษามาตรฐานประชาธิปไตยในต่างประเทศสูงกว่าพรรคเดโมแครต หรือเปิดช่องให้เจรจาได้น้อยกว่า เช่น กรณีสงครามอิรัก ทั้งนี้หากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีจริง ทรัมป์ไม่ค่อยชอบการขยายตัวของจีน ในแง่การเมืองก็จะโจมตีโดยยกเรื่องไม่เป็นประชาธิปไตย  ทั้งในแง่ระบบและดุลยภาพ นี่คือสิ่งที่รีพับลิกันทำมาตลอด

สำหรับพรรคเดโมแครตจะพยายามใช้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือในเรื่องเศรษฐกิจเพื่อรักษาประโยชน์ให้กับตัวเอง หาก “ฮิลลารี คลินตัน” ได้เป็นประธานาธิบดี เกมก็เหมือนเดิมในลักษณะใช้การกดดันหรือเกมการสร้างความร่วมมือ สลับกันไปมา ซึ่งไม่เกินความสามารถของไทยในการรับมือ และโอกาสที่ไทยจะได้รับประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองมากกว่า ขณะที่ทรัมป์ชูนโยบายชาตินิยม ซึ่งระบบนี้มีผลกระทบกับไทยเนื่องด้วยเป็นประเทศเล็ก

ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การปรับเปลี่ยนนโยบายเฉพาะจะมีหลายประเด็นต้องเฝ้าระวัง เช่น ด้านการเมืองและด้านความมั่นคง ถ้าทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี มีความเป็นไปได้ที่จะกดดันพันธมิตรของสหรัฐให้ทำงานมากขึ้น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เพื่อปิดล้อมหรือกดดันจีนมากขึ้น รวมถึงพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง ฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งต้องดูว่าจะใช้วิธีไหนในการผลักภาระให้พันธมิตร

ปณิธาน ระบุว่า เพราะมีความคิดชัดเจนว่าพันธมิตรส่วนใหญ่พึ่งพาสหรัฐมากเกินไป จึงมีจุดเน้นและนโยบายผลักดันความคิดให้พันธมิตรลดความเอาเปรียบในหลายเรื่อง โดยเฉพาะด้านการทหาร ส่วนด้านการเมืองและความมั่นคง เรียกร้องให้พันธมิตรทำงานมากขึ้น รวมถึงรับภาระทางการเงิน แต่ในแง่การกดดันจีนคงไม่ต่างจากบารัก โอบามา แต่อาจจะมีน้ำเสียงดุดันมากขึ้น ด้วยการไปจับมือกับรัสเซียหรือคู่แข่งของจีนอย่างเช่นอินเดีย

“ไทยต้องเตรียมตัวให้ดีไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดี เพราะการแข่งขันค่อนข้างสูสี แนวโน้มถ้าคนผิวสี คนมีเชื้อสายฮิสปานิก และผู้หญิงไม่ออกไปลงคะแนนมากๆ โอกาสที่ทรัมป์ชนะก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นต้องระวังไม่ว่าใครมา แต่ถ้าเป็นทรัมป์ก็คงมากหน่อย ถ้าเป็นฮิลลารีคงไม่แตกต่างจากโอบามาเท่าไหร่ แต่ก็ยังมีน้ำเสียงเรียกให้พันธมิตรมาทำงานร่วมกัน อาจไม่ดุเดือด กดดัน

“ผู้นำประเทศทั่วไปในภูมิภาคก็อยากจะให้ฮิลลารีกลับมา เพราะความไม่แน่นอนจะต่ำและมีความต่อเนื่องสูง ที่ผ่านมา 8 ปี นโยบายปักหมุดใหม่ของสหรัฐก็ไม่ได้เกิดปัญหามากนัก เพียงแต่จะมีปัญหากับสองประเทศอย่างไทยและฟิลิปปินส์ ที่ยังไม่สามารถอยู่ในสมดุลสหรัฐได้ เนื่องจากมีนโยบายเป็นเอกเทศพอสมควร และถูกมองว่าไปเข้าข้างจีน แต่ว่าประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ โอบามาได้ทำการปรับสมดุล และทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ไม่ได้มีปัญหา” ปณิธาน กล่าว

ทั้งนี้ หากทรัมป์มา อาจจะเลือกสองประเทศอย่างฟิลิปปินส์และไทยให้กลับไปอยู่ในวงพันธมิตรที่ใกล้ชิดขึ้นก็ได้ เพราะทรัมป์ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือคำนึงน้อยกว่าฮิลลารี และพรรคเดโมแครต ซึ่งแนวโน้มอนาคตที่ไทยจะทำงานร่วมกับทรัมป์ก็ยังมีสูงมาก หลังจากที่ผ่านมาห่างเหินกันไป และอาจใช้โอกาสนี้สร้างความแตกต่างกับนโยบายโอบามา

สำหรับแนวนโยบายระหว่างดูเตอร์เตกับทรัมป์ น่าจะสอดคล้องในแง่ความขึงขัง อารมณ์ และความรู้สึกของคน ซึ่งไทยก็รักษาระยะห่างไว้อยู่แล้วระหว่างจีนกับสหรัฐ แต่ทรัมป์คงพยายามจีบไทยมากขึ้น ขณะที่แง่การลงทุนนั้น สหรัฐไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่งของไทย ดังนั้นไทยจึงไม่น่าจะมีผลกระทบมาก เพียงแต่ก็ต้องระวังเท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท