posttoday
หืดขึ้นคอ...กว่าจะถอดถอน

หืดขึ้นคอ...กว่าจะถอดถอน

05 พฤศจิกายน 2559

จบลงไปแล้วสำหรับการถอดถอน “อุดมเดช รัตนเสถียร” อดีต สส.นนทบุรี และ “นริศร ทองธิราช”

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จบลงไปแล้วสำหรับการถอดถอน “อุดมเดช รัตนเสถียร” อดีต สส.นนทบุรี และ “นริศร ทองธิราช” อดีต สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ สว.โดยมิชอบ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเป็นรายกรณี ดังนี้

1.กรณีการกล่าวหานริศร เนื่องจากเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน สนช.มีมติถอดถอน 221 ต่อ 1 คะแนน ไม่ออกเสียง 2 คน

2.กรณีการกล่าวหาอุดมเดช เนื่องจากมีการสลับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอประธานรัฐสภาก่อนเข้าสู่การประชุมรัฐสภา สนช.มีมติถอดถอน 206 ต่อ 15 คะแนน บัตรเสีย 3 ใบ

ผลการลงมติของ สนช.ทำให้นริศรและอุดมเดชถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งใดๆ ในทางการเมือง หรือในหน่วยงานของรัฐ หรือการรับราชการ เป็นเวลา 5 ปี

การถอดถอนที่เพิ่งจบลงไป เมื่อวันที่ 4 พ.ย. นับว่าเป็นคะแนนถอดถอนที่มีมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะในรายของนริศรที่ สนช.เกือบลงมติเป็นเอกฉันท์เป็นครั้งแรก หากไร้ซึ่งสมาชิก สนช. 1 คน ที่ลงคะแนนไม่ถอดถอน ทำให้นริศรรอดจากการถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างฉิวเฉียด

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้การถอดถอนครั้งนี้มีความสำคัญกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติถอดถอนบุคคลเป็นครั้งสุดท้าย ภายหลังที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้โอนอำนาจการถอดถอนไปให้กับศาลฎีกา เพื่อไม่ต้องการให้ใครมาใช้สภาเป็นที่ฟอกตัวเพื่ออ้างความชอบธรรมในทางการเมืองเหมือนในอดีตอีก

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังของการถอดถอนครั้งสุดท้าย เกิดปรากฏการณ์การปะฉะดะอยู่ไม่น้อย ซึ่งเป็นศึกระหว่างสองผู้ยิ่งใหญ่ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต่างมีจุดยืนต่อเรื่องนี้ต่างกัน

ตลอดทั้งสัปดาห์ก่อนที่จะมีการลงมติถอดถอนในวันที่ 4 พ.ย.นั้น สนช.ต่างได้รับข้อมูลข่าวสารออกเป็นสองแนวทาง

แนวทางที่ 1 ปล่อยอุดมเดชแต่ถอดถอนนริศร มีกระบวนการผลิตข้อมูลสารและวางกลไกประสานงานมาอย่างเป็นลำดับจากบิ๊กในพรรคเพื่อไทยถึงบิ๊ก คสช.คนหนึ่ง เพื่อต้องการให้อุดมเดชไม่ถูกถอดถอน

วิธีหนึ่งที่นำมาใช้ คือ การชี้แจงว่าการกระบวนการแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายก่อนที่จะมีการเข้าสู่สภาเป็นเรื่องปกติที่สภาเคยทำกันมาหลายชุด ซึ่งสมาชิก สนช.หลายคนก็เห็นด้วยกับมุมนี้เช่นกัน เพราะการดำเนินการภายในของฝ่ายนิติบัญญัติควรให้เป็นแดนอิสระของสภา มิเช่นนั้นต่อไปการทำงานของสภาจะตึงเกินไป

อีกทั้งพยายามชี้ให้เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร แต่ไม่ผูกพันการตัดสินใจลงมติของ สนช. หมายความว่า คำวินิจฉัยจะผูกพันเฉพาะการให้ร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนั้นตกไปเท่านั้น ไม่อาจมีผลต่อการโหวตของ สนช.แต่อย่างใด

ส่วนกรณีของนริศรนั้นเห็นว่าควรลงมติถอดถอนตั้งแต่แรก เนื่องจากหลักฐานและพฤติการณ์ที่ปรากฏออกมามีความผิดชัดเจนที่ สนช.สมควรลงมติถอดถอน ป้องกันไม่ให้ สส.ในอนาคตใช้วิธีการเช่นนี้อีก

แนวทางที่ 2 ถอดถอนทั้งสองคน ขณะที่ สนช.อีกฝ่ายได้รับสารมาจากบิ๊ก คสช.อีกราย เพื่อให้ประสานงานใน สนช.ว่าต้องลงมติถอดถอนทั้งสองคน เนื่องจากหากปล่อยไว้จะเป็นบรรทัดฐานในทางที่ผิดต่อไป อีกทั้งจะเป็นการยากที่ คสช.จะตอบสังคมในเรื่องการสร้างความโปร่งใส หาก สนช.ไม่ดำเนินการถอดถอนบุคคลทั้งสองคน

สิ่งที่ สนช.ฝ่ายนี้นำมาใช้เป็นยุทธศาสตร์ คือ การย้ำว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร พร้อมกับอธิบายว่า ในกรณีนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาด้วย ยิ่งเป็นการย้ำว่าทั้งสองคนมีการกระทำที่เป็นความผิด สนช.จึงควรดำเนินการถอดถอนเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานแก่ฝ่ายนิติบัญญัติในระยะยาว

เมื่อใน สนช.มีกระบวนการสร้างข่าวสารและการประสานงานออกเป็น 2 ส่วน ส่งผลให้เกิดการประลองกำลังกันในสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เริ่มจากเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งเป็นวันแถลงปิดคดีของฝ่าย ป.ป.ช.และผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคน ทว่ามีสมาชิก สนช.เข้ามาร่วมรับฟังอย่างบางตา ดังจะเห็นได้จากกรณีที่ “พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม” สมาชิก สนช. ต้องลุกขึ้นกลางสภาเพื่อขอให้ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ประกาศเรียกให้สมาชิก สนช.มารับฟังการแถลงปิดคดี

“อยากให้สมาชิก สนช.เข้ามาฟังการแถลงปิดคดี เพื่อนำไปสู่การใช้ดุลพินิจอย่างถูกต้องก่อนการตัดสินใจ อีกทั้งการถอดถอนครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะมีการดำเนินการกันในสภา เนื่องจากอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่ได้เป็นอำนาจของสภาอีกต่อไป” พล.อ.สมเจตน์ กล่าวในที่ประชุม สนช.เวลานั้น

เช่นเดียวกับการงัดข้อกันระหว่าง ป.ป.ช.กับอุดมเดชในการแถลงปิดคดี ก็ต่างนำการมีผลผูกพันของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นประเด็นหักล้างกัน โดยฝ่าย ป.ป.ช.ยืนยันว่า คำวินิจฉัยผูกพันทุกองค์กร สนช.จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ส่วนอุดมเดชอธิบายว่า ความผูกพันมีเฉพาะในส่วนท้ายของคำวินิจฉัยเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด

สุดท้าย สนช.ยอมรับกับแนวทางที่ 2 เพื่อไม่ต้องการสร้างความลำบากใจให้กับ คสช.ในอนาคต เพราะถ้าปล่อยอีกคนแต่ไม่ปล่อยอีกคน แบบนี้ย่อมเป็นการตอกย้ำว่า คสช.ยอมฮั้วกับฝ่ายการเมือง

ผลที่ออกมาเลยเป็นอย่างที่เห็นว่า กว่าจะถอดถอนกันได้ต้องออกแรงกันหืดขึ้นคอ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท